Thursday, October 22, 2026

อัครมหาศิลปกรรมเหนือท้องธารา ขบวนนาวาพระราชพิธี

 

ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ เรื่องและภาพ

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน อนุสาร อ.ส.ท. ตุลาคม ๒๕๖๙  

                ขบวนเรือโบราณสีทองอร่ามนับสิบลำล่องเรียงรายช้า ๆ เหนือผืนน้ำอันสะท้อนแสงสีอำพันของยามเย็นระยิบระยับตระการตา ท่ามกลางตึกรามสมัยใหม่สูงเบียดเสียดฟ้า ดูราวกับทะลุมิติข้ามกาลเวลามาจากกรุงศรีอยุธยา นครหลวงอันยิ่งใหญ่แห่งสยามประเทศเมื่อหลายศตวรรษก่อน

กระบวนพยุหยาตราสมัยกรุงศรีอยุธยา

                “ราชอาณาจักรสยามมีโบราณราชประเพณีสืบเนื่องมาเนิ่นนาน ว่าพระมหากษัตริย์จะต้องเสด็จพระราชดําเนินออกให้ประชาชนชื่นชมพระบารมีในเดือนตุลาคม พร้อมด้วยขุนนางราชสํานักทุกคนตามเสด็จ ขบวนเสด็จประกอบด้วยบรรดาเจ้านายและขุนนางผู้มีบรรดาศักดิ์แต่งตัวกันอย่างหรูหราตามเสด็จอย่างเอิกเกริก...ขบวนแรกได้แก่ขุนนางสองร้อยคน นั่งมาในเรือสวยงาม แต่ละลำมีฝีพาย ๖๐ ถึง ๘๐ คน ขบวนที่สองเป็นขบวนเรือเครื่องมโหรี ดีด สี ตี เป่า รวมสี่ลํา  ก่อนจะถึงขบวนเรือหลวงรวมห้าสิบลํา มีฝีพายลําละ ๘๐ -๙๐ คน ถัดมาคือขบวนเรือต้นที่สวยงามมากปิดทองทั้งลําจนกระทั่งไม้พายด้วย  แต่ละลำมีฝีพาย ๙๐-๑๐๐ คน  แล้วจึงเป็นเรือพระที่นั่งของพระมหากษัตริย์ ซึ่งพระองค์ประทับอยู่บนเรือราวกับพระพุทธรูป รายล้อมด้วยบุคคลสําคัญเป็นอันมากหมอบเฝ้าอยู่แทบพระบาทของพระองค์ ถัดมาคือขบวนของพระอนุชาธิราช แล้วจึงเป็นขบวนของข้าราชการฝ่ายใน โดยขบวนสุดท้ายคือขบวนขุนนางและข้าราชการชั้นผู้น้อย ในการเสด็จพระราชดําเนินทางชลมารคจึงมีเรือเข้าขบวนรวมทั้งสิ้น ๔๕๐ ลํา กับคนอีกประมาณ ๒๕,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ คน เมื่อขบวนเสด็จผ่านไปแห่งใด ทั้งสองฝั่งแม่น้ำจะมีพสกนิกรจํานวนเหลือคณนาก้มกราบอยู่บนเรือเล็ก ๆ ของพวกเขาที่ลอยอยู่เนืองแน่นท้องน้ำไปหมด”... 

 ถ้อยคำพรรณนานี้โยส สเคาเต็น  ผู้จัดการสถานีการค้าฮอลันดาซึ่งประจําการอยู่ในกรุงศรีอยุธยายาวนานถึง  ๘ ปี มีบุญได้เห็นมาด้วยสายตาตนเอง ก่อนบันทึกไว้เป็นจดหมายเหตุ ตั้งแต่เมื่อ ๓๙๐ ปีก่อน คือในปี พ.ศ.๒๑๗๙ (ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง) ยังปรากฏภาพวาดลายเส้นของชาวต่างชาติอีกมากมายหลากหลายช่วงเวลาเป็นหลักฐานยืนยันถึงความยิ่งใหญ่อลังการของ“กระบวนพยุหยาตราชลมารค” เมื่อครั้ง “กรุงเก่า” ราชธานีศรีอยุธยา หนึ่งในพระราชประเพณีโบราณสำคัญที่ยังคงสืบเนื่องต่อมายังนครหลวงแห่งใหม่ กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน

โขนเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณลำเดิม

                ต้นเค้าของขบวนเรือพระราชพิธีมีมาตั้งแต่เมื่อกว่าสามพันปีมาแล้วในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทว่าแรกเริ่มนั้นเป็นลักษณะของ “เรือพิธีกรรม” สำหรับส่งวิญญาณผู้ตาย ตามความเชื่อว่าต้องส่งวิญญาณกลับสู่โลกเดิม คือแดนบาดาลถิ่นฐานของนาค ซึ่งผู้จะนำวิญญาณไปได้ต้องเป็นนาคเท่านั้น จึงสร้างเรือไม้ซุงแกะสลักหัวนาคและหางนาคเป็นพาหนะให้กับผู้ตายใช้เดินทางในปรโลก พบหลักฐานเป็นภาพบนกลองมโหระทึกรวมทั้งภาพเขียนสีโบราณบนผนังถ้ำจากหลายแหล่ง

                ในสมัยประวัติศาสตร์ปรากฏเอกสารกล่าวถึงการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคของพระเจ้าสายน้ำผึ้งแห่งกรุงอโยธยาศรีรามเทพนคร และการเสด็จพระราชดำเนินด้วยพยุหยาตราชลมารคในพระราชพิธีลอยพระประทีปของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชและพระมหาธรรมราชาลิไทย แห่งกรุงสุโขทัย โดยเฉพาะสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทยังมีบันทึกถึงการใช้ขบวนเรือหลวงไปรับเสด็จพระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามุนีที่เสด็จกลับจากการจาริกแสวงบุญในอินเดียและลังกาด้วย

เรือครุฑเหิรเห็จ

แต่ขบวนเรือหลวงที่เป็นต้นแบบของ “พยุหยาตราชลมารค" ในปัจจุบันอย่างแท้จริง คือขบวนเรือพระราชพิธีในสมัยกรุงศรีอยุธยาครับ เนื่องจากมีรูปแบบเกี่ยวข้องกับลัทธิ “เทวราชา” ซึ่งรับอิทธิพลจากศาสนาฮินดู  เชื่อว่าพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา คือ “พระนารายณ์” อวตารมา เป็น“พระราม” กษัตริย์แห่งสุริยวงศ์ ผู้ครองเมืองอโยธยาในมหากาพย์ “รามายณะ”  (ดังปรากฏพระนามว่า “สมเด็จพระรามาธิบดี” ) คติเหล่านี้สะท้อนผ่านการสร้าง “โขนเรือพระราชพิธี” พาหนะขององค์พระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน ปรากฏเป็นโขนเรือพระที่นั่งรูปครุฑ (พาหนะของพระนารายณ์)  รูปพญานาค (บัลลังก์ที่ประทับของพระนารายณ์)  โขนเรือรูปลิง ยักษ์ จากมหากาพย์รามาณยณะ ในขบวนเรือแสนยากรสื่อความหมายถึงกองทัพของพระราม  ยังมีโขนเรือรูปสัตว์จากป่าหิมพานต์เชิงเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางจักรวาลตามความเชื่อของศาสนาฮินดู เช่น ราชสีห์ คชสีห์ มกร นกหัสดีลิงค์ และเหรา เป็นต้น เหล่านี้จัดเป็นงานศิลปกรรมชั้นเยี่ยมที่ผสมผสานทั้งฝีมือช่างหลายสาขา ทั้งช่างเขียน ช่างไม้ ช่างแกะสลัก ช่างรัก และช่างประดับกระจก เอาไว้ด้วยกัน

กระบวนพยุหยาตราชลมารคอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คือในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในช่วงปี พ.ศ. ๒๑๙๙-๒๒๓๓ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่กรุงศรีอยุธยารุ่งเรืองทางการค้า ติดต่อเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ทั้งยังทรงสร้างเมืองลพบุรีขึ้นเป็นราชธานีสำรอง เป็นเหตุให้สมเด็จพระนารายณ์เสด็จฯ โดยขบวนพยุหยาตรา ชลมารคอยู่เป็นประจำเมื่อต้องเสด็จแปรพระราชฐาน ทั้งยังโปรดฯ ให้ใช้ขบวนเรือหลวงออกรับคณะราชทูตพร้อมทั้งแห่พระราชสาสน์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส จากกรุงศรีอยุธยาไปยังเมืองลพบุรีด้วย ช่วงเวลานี้จึงกำเนิดธรรมเนียมการจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคอันเรียกขานว่า “ขบวนเพชรพวง”  ลักษณะเป็นริ้วกระบวนใหญ่สี่สาย รายรอบกระบวนเรือพระที่นั่งในริ้วกึ่งกลางอีกหนึ่งสาย รวม ๕ สาย ประกอบด้วยเรือนานาชนิดไม่ต่ำกว่า ๑๑๓ ลำ ถือเป็นต้นแบบสำคัญของกระบวนพยุหยาตราชลมารคสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ชื่อของเรือและรายละเอียดต่าง ๆ ของเรือพระราชพิธี  รูปลักษณ์ของเรือ ชื่อเรือ ตลอดจนชื่อบุคคลหรือขุนนางที่มีตำแหน่งประจำอยู่ในเรือแต่ละลำใน “กระบวนพยุหยาตราชลมารค” ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ตกทอดผ่านจิตรกรรมฝาผนังของพระอุโบสถวัดยม พระนครศรีอยุธยา (ปัจจุบันไม่หลงเหลือให้เห็นแล้ว เนื่องจากชำรุดเสียหายด้วยน้ำฝนจากหลังคารั่ว) โชคยังดีที่ช่วงสมัยรัชกาลที่ ๖ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงให้ขุนประสิทธิจิตรกรรมคัดลอกลงในสมุดไทยเก็บรักษาไว้ในหอสมุดวชิรญาณ พระนคร ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑  จึงยังหลงเหลืออยู่ให้ศึกษา การจัดริ้วกระบวนเรือพระราชพิธีเสด็จพยุหยาตราชลมารคในปัจจุบันจึงเป็นไปอย่างถูกต้องตามแนวทางสมัยกรุงศรีอยุธยาดังที่ปรากฏหลักฐาน แต่ลดจำนวนเรือในขบวนลง ประกอบด้วยเรือ ๕๒ ลำ จัดเรียงกันเป็น ๕ ริ้วกระบวน

เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เอนกชาติภุชงค์ และสุพรรณหงส์

ริ้วกลางหรือกระบวนประธาน สำคัญที่สุดเนื่องจากเป็นขบวนที่ประทับของพระมหากษัตริย์และเรือพระที่นั่งหลัก เรียงลำดับจากหน้าไปหลัง  นำด้วยเรืออีเหลือง (เรือกลองนอก) ทำหน้าที่บรรเลงดนตรีปี่ชวาและกลองแขก ตามด้วยเรือตำรวจนอก เรือตำรวจใน จากนั้นจึงเป็นเรือในกลุ่ม “เรือพระที่นั่งกิ่ง” อันมีศักดิ์สูงสุด ลักษณะเด่นของเรือกลุ่มนี้คือโขนเรือเป็นกิ่งยื่นไปข้างหน้า (เชื่อว่ามาจากการนำกิ่งไม้มาประดับเป็นโขนเรือพระที่นั่งในสมัยแรก ก่อนจะพัฒนาเป็นการแกะสลักเป็นประติมากรรมลอยตัวอย่างวิจิตร) นำโดยเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช โขนเรือจำหลักไม้เป็นรูปพญานาคเจ็ดเศียรลงรักปิดทองประดับกระจก กลางลำเรือทอดบุษบก ทำหน้าที่อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญหรือผ้าพระกฐินพระราชทาน (ในสมัยอยุธยายังไม่มีเรืออนันตนาคราชสำหรับอัญเชิญพระพุทธรูปหรือผ้าพระกฐินพระราชทานโดยเฉพาะ จะเลือกใช้เรือพระที่นั่งกิ่งลำใดลำหนึ่งมาทำหน้าที่นี้)  เรืออนันตนาคราชลำแรกริเริ่มสร้างขึ้นในกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โดยลำปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์

 คั่นด้วยเรือแตงโม (เรือกลองใน) ซึ่งทำหน้าที่ประโคมเหมือนเรืออีเหลือง  ก่อนจะตามมาด้วยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือทรงลำหลักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เด่นสง่าด้วยโขนเรือรูปหงส์ ห้อยพู่แก้วผลึก ปิดทองอร่ามประดับกระจกอย่างวิจิตรทั้งลำ สร้างขึ้นตามความเชื่อว่าหงส์เป็นพาหนะของพระพรหม หนึ่งใน “ตรีมูรติ” เทพสูงสุดของฮินดู  เป็นรูปแบบเรือที่เก่าแก่ความเป็นมายาวนานกว่าสี่ร้อยปี ปรากฏนามในพงศาวดารสมัยกรุงศรีอยุธยาว่า “เรือพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์”  “เรือพระที่นั่งศรีสุวรรณหงส์”  และ “เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์”  ตามลำดับ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ได้สร้าง “เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์” ขึ้นใหม่ตามแบบเดิมสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ถูกเผาทำลายไปครั้งเสียกรุง โดยลำปัจจุบันเป็นลำที่ ๒ สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ในปีพ.ศ. ๒๔๕๔ แทนลำแรกที่หมดสภาพไปตามกาล  ได้รับรางวัลเรือมรดกโลกจากองค์กรเรือโลกแห่งสหราชอาณาจักรเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ในฐานะมรดกวัฒนธรรมทางนาวาสถาปัตย์ซึ่งสืบทอดทั้งชื่อ คติความเชื่อ และจิตวิญญาณด้านศิลปกรรมจากสมัยอยุธยามาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์

เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ 

เช่นเดียวกันกับเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ ซึ่งทำหน้าที่เรือทรงลำรอง ความเป็นมาเก่าแก่ไม่แพ้กัน สร้างเริ่มแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยาโขนเรือเป็นรูปครุฑแสดงกรณมุทรา (ขับไล่สิ่งชั่วร้าย)  ตามความเชื่อว่าครุฑเป็นพาหนะของพระนารายณ์ ผู้อวตารมาเป็นกษัตริย์อยุธยา ปรากฏนามในพงศาวดารว่า “เรือพระที่นั่งครุฑพาหะ”  ในสมัยรัตนโกสินทร์ได้รับการสร้างขึ้นใหม่ในรัชกาลสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓  แรกสร้างเป็นโขนเรือรูปครุฑยุดนาค นาม “เรือพระที่นั่งมงคลสุบรรณ” ก่อนที่รัชสมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ จะโปรดฯ ให้ช่างหลวงจำหลักไม้รูปพระนารายณ์ประทับบนหลังครุฑเพิ่มเติม แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า  “เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ” ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร์ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ รัฐบาลได้มอบหมายให้กรมศิลปากรสร้างลำใหม่คือ “เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙”  ขึ้นถวายแทนลำเดิมเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองปีกาญจนาภิเษกทรงครองราชย์ครบ ๕๐ ปี


เรือสุครีพครองเมือง

  ตามมาด้วยเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์  ซึ่งธรรมเนียมโบราณกระบวนพยุหยาตราชลมารคในริ้วกลางจะต้อง“เรือพระที่นั่งรอง"  ตามเรือพระที่นั่งทรงอยู่เสมอ เพื่อเป็นเรือสำรองกรณีเรือพระที่นั่งทรงชำรุด  โดยมักจะใช้เรือในกลุ่มเรือพระที่นั่งศรี อันมีศักดิ์รองจากเรือพระที่นั่งกิ่ง โขนเรือไม่แกะสลักรูปประติมากรรมลอยตัวแบบเรือพระที่นั่งกิ่ง แต่สลักลวดลายลงรักปิดทองเป็นรูปพญานาคขนาดเล็กจำนวนนับร้อยลดเลื้อยเกี่ยวพันกัน ตั้งบัลลังก์กัญญาสำหรับเป็นที่ประทับ ซึ่งบางครั้งเป็นเรือที่ประทับของพระบรมวงศ์ที่ตามเสด็จ   ปิดท้ายริ้วขบวนกลางด้วยเรือตำรวจกรมวังอารักขา

 ริ้วกระบวนแถวที่ ๒ และ ๔  เป็นกระบวนเรือแสนยากรขนาบสองฟากซ้ายขวาของริ้วกระบวนเรือพระที่นั่งตรงกลาง ประกอบด้วยเรือ ๘ ลำ ประกบเป็นคู่ ๆ  นับจากหน้าไปหลังตามลำดับดังนี้ เรือทองขวานฟ้า  เรือทองบ้าบิ่น เรือไม้ขุดลงรักปิดทอง ทำหน้าที่เรือประตูหน้าเบิกทาง ตามติดมาด้วย เรือเสือทะยานชล เรือเสือคำรณสินธุ์  เรือพิฆาตหัวเรือแกะสลักไม้ทาสีเป็นรูปเสือติดปืนใหญ่ในช่องปาก ทำหน้าที่ตรวจการณ์และคุ้มกัน 

เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือเสือคำรณสินธุ์ และเรือพาลีร้ังทวีป

ถัดมาจึงเป็นกลุ่มเรือรบติดปืนใหญ่รูปสัตว์จากวรรณคดี แกะสลักไม้ทาสีลงรักปิดทองประดับกระจกอย่างอลังการทุกลำทำหน้าที่เรือกลองชนะให้สัญญาณนำทัพ ไล่เรียงเป็นคู่จากเรืออสุรวายุภักษ์ กับ เรืออสุรปักษี โขนเรือเป็นรูปสัตว์หิมพานต์ครึ่งยักษ์ครึ่งวิหค  เรือครุฑเหินเห็จ โขนเรือรูปครุฑกายสีแดงยุดนาค เรือครุฑเตร็จไตรจักร โขนเรือรูปครุฑกายสีชมพูยุดนาค  ตามมาด้วยกลุ่มเรือจากวรรณคดีรามเกียรติ์ในท่าสำแดงฤทธิ์ถือธงสองข้าง รวม ๖ ลำ เรือพาลีรั้งทวีปโขนเรือเป็นรูปพาลี พญาวานรกายสีเขียวสวมชฎา เรือสุครีพครองเมือง โขนเรือรูปสุครีพพญาวานรกายสีแดงสวมชฎา เรือกระบี่ปราบเมืองมาร โขนเรือรูปหนุมานพญาลิงเผือก เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ โขนเรือรูปนิลพัทธ์พญาวานรกายสีดำ มีฤทธิ์ทัดเทียมหนุมาน ก่อนปิดท้ายด้วย เรือเอกชัยเหินหาว เรือเอกชัยหลาวทอง  ตัวเรือลงรักปิดทองและเขียนลายรดน้ำเป็นรูปเหรา ทำหน้าที่ช่วยลากจูงเรือพระที่นั่งในกรณีเกิดพบสายน้ำเชี่ยว

 ริ้วกระบวนนอกสุดหรือริ้วกระบวนที่  ๑ และที่ ๕ ประกอบด้วย เรือดั้ง ๒๒  ลำ เรียกชื่อตามลำดับเลข เรือดั้ง ๑ ถึง เรือดั้ง ๒๒ ทำหน้าที่อารักขารอบนอกสุด  ทั้งฝั่งซ้ายและขวา ขนาบข้างไปกับริ้วกระบวนหลัก เรือแซงหรือกราบเคลื่อนที่เร็ว อีก ๗ ลำ กรณีเหตุฉุกเฉินหรือมีภัยคุกคาม เรือแซงสามารถพายแซงขึ้นมาอารักขาพระมหากษัตริย์ได้อย่างรวดเร็ว เรือแซง ๑ ถึง ๖  อยู่ริ้วสายนอกสุดสองฟาก  โดยมีเรือแซง ๗ ทำหน้าที่ปิดท้ายริ้วสายกลางของทั้งกระบวน ซึ่งทั้ง ๕ ริ้วความกว้างประมาณ ๙๐  เมตรและความยาวทั้งสิ้นประมาณ ๑,๒๘๐ เมตร

ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเรือพระราชพิธี

กระบวนพยุหยาตราชลมารคถือเป็น “สหศิลปกรรม” ผสมผสานศิลปะจากหลายสาขาเข้าด้วยกัน ทั้งสถาปัตยกรรม (การออกแบบโครงสร้างเรือและส่วนประกอบต่าง ๆ ) ประติมากรรม (การแกะสลักโขนเรือ ลายฉลุไม้ประดับ)  จิตรกรรมไทยประเพณี (ลายรดน้ำ ลงรักปิดทอง ประดับกระจก ลงสี) วรรณศิลป์ (กาพย์เห่เรือ) ดุริยางคศิลป์และนาฏศิลป์ (ท่วงทำนองของการเห่เรือ การประโคมบรรเลงดนตรีในกระบวน ลีลาท่วงท่าในการพาย) นฤมิตรศิลป์ (พัสตราภรณ์ เครื่องแต่งกาย) เมื่อรวมเข้ากับความโดดเด่นในฐานะเป็นประเพณีโบราณเก่าแก่ยาวนานหลายศตวรรษสืบสานมาอย่างไม่ขาดสายจนถึงปัจจุบันในลักษณะของ “มรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต"  ทั้งยังใช้ในพระราชพิธีสำคัญของชาติอย่างสมบูรณ์แบบ รัฐบาลไทยจึงได้ผลักดันให้กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค เข้าสู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในโอกาสต่อไป เพื่อให้ความงดงามทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่และล้ำเลอค่าชิ้นนี้ คงอยู่คู่สายน้ำและประเทศไทยตราบนานเท่านาน

 


คู่มือนักเดินทาง

ขบวนพยุหยาตราชลมารค พ.ศ.๒๕๖๙ เนื่องในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร กำหนดจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๙  ตั้งแต่เวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกาเป็นต้นไป โดยใช้เส้นทางจากสะพานพระราม ๘ มายังท่าเรือวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ยังมีการซ้อมใหญ่ในวันที่ ๒๑ และ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๙  โดยจุดชมการแสดงและฝึกซ้อมริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งพระนครได้แก่ บริเวณสวนสันติชัยปราการ ท่ามหาราช และท่าช้าง ฝั่งธนบุรีได้แก่ บริเวณใต้สะพานพระราม ๘ สวนเฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา โรงพยาบาลศิริราช ท่าน้ำวัดระฆังโฆสิตาราม และวัดอรุณราชวราราม

นอกเหนือจากช่วงพระราชพิธีสามารถชมความงดงามของเรือพระราชพิธีแต่ละลำได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี เลขที่ ๘๐/๑  ริมคลองบางกอกน้อย แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เปิดให้เข้าชมวันจันทร์-ศุกร์เวลา ๐๘.๐๐-๑๖.๐๐  นาฬิกา ยกเว้นวันหยุดราชการ วันหยุดนักขัตฤกษ์ วันซ้อมใหญ่ และวันพิธีจริง โดยในช่วงเวลานี้เปิดให้เข้าชมเฉพาะคนไทย งดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ    

 

No comments:

Post a Comment