Thursday, October 22, 2026

อัครมหาศิลปกรรมเหนือท้องธารา ขบวนนาวาพระราชพิธี

 

ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ เรื่องและภาพ

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน อนุสาร อ.ส.ท. ตุลาคม ๒๕๖๙  

                ขบวนเรือโบราณสีทองอร่ามนับสิบลำล่องเรียงรายช้า ๆ เหนือผืนน้ำอันสะท้อนแสงสีอำพันของยามเย็นระยิบระยับตระการตา ท่ามกลางตึกรามสมัยใหม่สูงเบียดเสียดฟ้า ดูราวกับทะลุมิติข้ามกาลเวลามาจากกรุงศรีอยุธยา นครหลวงอันยิ่งใหญ่แห่งสยามประเทศเมื่อหลายศตวรรษก่อน

กระบวนพยุหยาตราสมัยกรุงศรีอยุธยา

                “ราชอาณาจักรสยามมีโบราณราชประเพณีสืบเนื่องมาเนิ่นนาน ว่าพระมหากษัตริย์จะต้องเสด็จพระราชดําเนินออกให้ประชาชนชื่นชมพระบารมีในเดือนตุลาคม พร้อมด้วยขุนนางราชสํานักทุกคนตามเสด็จ ขบวนเสด็จประกอบด้วยบรรดาเจ้านายและขุนนางผู้มีบรรดาศักดิ์แต่งตัวกันอย่างหรูหราตามเสด็จอย่างเอิกเกริก...ขบวนแรกได้แก่ขุนนางสองร้อยคน นั่งมาในเรือสวยงาม แต่ละลำมีฝีพาย ๖๐ ถึง ๘๐ คน ขบวนที่สองเป็นขบวนเรือเครื่องมโหรี ดีด สี ตี เป่า รวมสี่ลํา  ก่อนจะถึงขบวนเรือหลวงรวมห้าสิบลํา มีฝีพายลําละ ๘๐ -๙๐ คน ถัดมาคือขบวนเรือต้นที่สวยงามมากปิดทองทั้งลําจนกระทั่งไม้พายด้วย  แต่ละลำมีฝีพาย ๙๐-๑๐๐ คน  แล้วจึงเป็นเรือพระที่นั่งของพระมหากษัตริย์ ซึ่งพระองค์ประทับอยู่บนเรือราวกับพระพุทธรูป รายล้อมด้วยบุคคลสําคัญเป็นอันมากหมอบเฝ้าอยู่แทบพระบาทของพระองค์ ถัดมาคือขบวนของพระอนุชาธิราช แล้วจึงเป็นขบวนของข้าราชการฝ่ายใน โดยขบวนสุดท้ายคือขบวนขุนนางและข้าราชการชั้นผู้น้อย ในการเสด็จพระราชดําเนินทางชลมารคจึงมีเรือเข้าขบวนรวมทั้งสิ้น ๔๕๐ ลํา กับคนอีกประมาณ ๒๕,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ คน เมื่อขบวนเสด็จผ่านไปแห่งใด ทั้งสองฝั่งแม่น้ำจะมีพสกนิกรจํานวนเหลือคณนาก้มกราบอยู่บนเรือเล็ก ๆ ของพวกเขาที่ลอยอยู่เนืองแน่นท้องน้ำไปหมด”... 

 ถ้อยคำพรรณนานี้โยส สเคาเต็น  ผู้จัดการสถานีการค้าฮอลันดาซึ่งประจําการอยู่ในกรุงศรีอยุธยายาวนานถึง  ๘ ปี มีบุญได้เห็นมาด้วยสายตาตนเอง ก่อนบันทึกไว้เป็นจดหมายเหตุ ตั้งแต่เมื่อ ๓๙๐ ปีก่อน คือในปี พ.ศ.๒๑๗๙ (ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง) ยังปรากฏภาพวาดลายเส้นของชาวต่างชาติอีกมากมายหลากหลายช่วงเวลาเป็นหลักฐานยืนยันถึงความยิ่งใหญ่อลังการของ“กระบวนพยุหยาตราชลมารค” เมื่อครั้ง “กรุงเก่า” ราชธานีศรีอยุธยา หนึ่งในพระราชประเพณีโบราณสำคัญที่ยังคงสืบเนื่องต่อมายังนครหลวงแห่งใหม่ กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน

โขนเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณลำเดิม

                ต้นเค้าของขบวนเรือพระราชพิธีมีมาตั้งแต่เมื่อกว่าสามพันปีมาแล้วในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทว่าแรกเริ่มนั้นเป็นลักษณะของ “เรือพิธีกรรม” สำหรับส่งวิญญาณผู้ตาย ตามความเชื่อว่าต้องส่งวิญญาณกลับสู่โลกเดิม คือแดนบาดาลถิ่นฐานของนาค ซึ่งผู้จะนำวิญญาณไปได้ต้องเป็นนาคเท่านั้น จึงสร้างเรือไม้ซุงแกะสลักหัวนาคและหางนาคเป็นพาหนะให้กับผู้ตายใช้เดินทางในปรโลก พบหลักฐานเป็นภาพบนกลองมโหระทึกรวมทั้งภาพเขียนสีโบราณบนผนังถ้ำจากหลายแหล่ง

                ในสมัยประวัติศาสตร์ปรากฏเอกสารกล่าวถึงการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคของพระเจ้าสายน้ำผึ้งแห่งกรุงอโยธยาศรีรามเทพนคร และการเสด็จพระราชดำเนินด้วยพยุหยาตราชลมารคในพระราชพิธีลอยพระประทีปของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชและพระมหาธรรมราชาลิไทย แห่งกรุงสุโขทัย โดยเฉพาะสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทยังมีบันทึกถึงการใช้ขบวนเรือหลวงไปรับเสด็จพระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามุนีที่เสด็จกลับจากการจาริกแสวงบุญในอินเดียและลังกาด้วย

เรือครุฑเหิรเห็จ

แต่ขบวนเรือหลวงที่เป็นต้นแบบของ “พยุหยาตราชลมารค" ในปัจจุบันอย่างแท้จริง คือขบวนเรือพระราชพิธีในสมัยกรุงศรีอยุธยาครับ เนื่องจากมีรูปแบบเกี่ยวข้องกับลัทธิ “เทวราชา” ซึ่งรับอิทธิพลจากศาสนาฮินดู  เชื่อว่าพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา คือ “พระนารายณ์” อวตารมา เป็น“พระราม” กษัตริย์แห่งสุริยวงศ์ ผู้ครองเมืองอโยธยาในมหากาพย์ “รามายณะ”  (ดังปรากฏพระนามว่า “สมเด็จพระรามาธิบดี” ) คติเหล่านี้สะท้อนผ่านการสร้าง “โขนเรือพระราชพิธี” พาหนะขององค์พระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน ปรากฏเป็นโขนเรือพระที่นั่งรูปครุฑ (พาหนะของพระนารายณ์)  รูปพญานาค (บัลลังก์ที่ประทับของพระนารายณ์)  โขนเรือรูปลิง ยักษ์ จากมหากาพย์รามาณยณะ ในขบวนเรือแสนยากรสื่อความหมายถึงกองทัพของพระราม  ยังมีโขนเรือรูปสัตว์จากป่าหิมพานต์เชิงเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางจักรวาลตามความเชื่อของศาสนาฮินดู เช่น ราชสีห์ คชสีห์ มกร นกหัสดีลิงค์ และเหรา เป็นต้น เหล่านี้จัดเป็นงานศิลปกรรมชั้นเยี่ยมที่ผสมผสานทั้งฝีมือช่างหลายสาขา ทั้งช่างเขียน ช่างไม้ ช่างแกะสลัก ช่างรัก และช่างประดับกระจก เอาไว้ด้วยกัน

กระบวนพยุหยาตราชลมารคอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คือในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในช่วงปี พ.ศ. ๒๑๙๙-๒๒๓๓ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่กรุงศรีอยุธยารุ่งเรืองทางการค้า ติดต่อเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ทั้งยังทรงสร้างเมืองลพบุรีขึ้นเป็นราชธานีสำรอง เป็นเหตุให้สมเด็จพระนารายณ์เสด็จฯ โดยขบวนพยุหยาตรา ชลมารคอยู่เป็นประจำเมื่อต้องเสด็จแปรพระราชฐาน ทั้งยังโปรดฯ ให้ใช้ขบวนเรือหลวงออกรับคณะราชทูตพร้อมทั้งแห่พระราชสาสน์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส จากกรุงศรีอยุธยาไปยังเมืองลพบุรีด้วย ช่วงเวลานี้จึงกำเนิดธรรมเนียมการจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคอันเรียกขานว่า “ขบวนเพชรพวง”  ลักษณะเป็นริ้วกระบวนใหญ่สี่สาย รายรอบกระบวนเรือพระที่นั่งในริ้วกึ่งกลางอีกหนึ่งสาย รวม ๕ สาย ประกอบด้วยเรือนานาชนิดไม่ต่ำกว่า ๑๑๓ ลำ ถือเป็นต้นแบบสำคัญของกระบวนพยุหยาตราชลมารคสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ชื่อของเรือและรายละเอียดต่าง ๆ ของเรือพระราชพิธี  รูปลักษณ์ของเรือ ชื่อเรือ ตลอดจนชื่อบุคคลหรือขุนนางที่มีตำแหน่งประจำอยู่ในเรือแต่ละลำใน “กระบวนพยุหยาตราชลมารค” ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ตกทอดผ่านจิตรกรรมฝาผนังของพระอุโบสถวัดยม พระนครศรีอยุธยา (ปัจจุบันไม่หลงเหลือให้เห็นแล้ว เนื่องจากชำรุดเสียหายด้วยน้ำฝนจากหลังคารั่ว) โชคยังดีที่ช่วงสมัยรัชกาลที่ ๖ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงให้ขุนประสิทธิจิตรกรรมคัดลอกลงในสมุดไทยเก็บรักษาไว้ในหอสมุดวชิรญาณ พระนคร ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑  จึงยังหลงเหลืออยู่ให้ศึกษา การจัดริ้วกระบวนเรือพระราชพิธีเสด็จพยุหยาตราชลมารคในปัจจุบันจึงเป็นไปอย่างถูกต้องตามแนวทางสมัยกรุงศรีอยุธยาดังที่ปรากฏหลักฐาน แต่ลดจำนวนเรือในขบวนลง ประกอบด้วยเรือ ๕๒ ลำ จัดเรียงกันเป็น ๕ ริ้วกระบวน

เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เอนกชาติภุชงค์ และสุพรรณหงส์

ริ้วกลางหรือกระบวนประธาน สำคัญที่สุดเนื่องจากเป็นขบวนที่ประทับของพระมหากษัตริย์และเรือพระที่นั่งหลัก เรียงลำดับจากหน้าไปหลัง  นำด้วยเรืออีเหลือง (เรือกลองนอก) ทำหน้าที่บรรเลงดนตรีปี่ชวาและกลองแขก ตามด้วยเรือตำรวจนอก เรือตำรวจใน จากนั้นจึงเป็นเรือในกลุ่ม “เรือพระที่นั่งกิ่ง” อันมีศักดิ์สูงสุด ลักษณะเด่นของเรือกลุ่มนี้คือโขนเรือเป็นกิ่งยื่นไปข้างหน้า (เชื่อว่ามาจากการนำกิ่งไม้มาประดับเป็นโขนเรือพระที่นั่งในสมัยแรก ก่อนจะพัฒนาเป็นการแกะสลักเป็นประติมากรรมลอยตัวอย่างวิจิตร) นำโดยเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช โขนเรือจำหลักไม้เป็นรูปพญานาคเจ็ดเศียรลงรักปิดทองประดับกระจก กลางลำเรือทอดบุษบก ทำหน้าที่อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญหรือผ้าพระกฐินพระราชทาน (ในสมัยอยุธยายังไม่มีเรืออนันตนาคราชสำหรับอัญเชิญพระพุทธรูปหรือผ้าพระกฐินพระราชทานโดยเฉพาะ จะเลือกใช้เรือพระที่นั่งกิ่งลำใดลำหนึ่งมาทำหน้าที่นี้)  เรืออนันตนาคราชลำแรกริเริ่มสร้างขึ้นในกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โดยลำปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์

 คั่นด้วยเรือแตงโม (เรือกลองใน) ซึ่งทำหน้าที่ประโคมเหมือนเรืออีเหลือง  ก่อนจะตามมาด้วยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือทรงลำหลักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เด่นสง่าด้วยโขนเรือรูปหงส์ ห้อยพู่แก้วผลึก ปิดทองอร่ามประดับกระจกอย่างวิจิตรทั้งลำ สร้างขึ้นตามความเชื่อว่าหงส์เป็นพาหนะของพระพรหม หนึ่งใน “ตรีมูรติ” เทพสูงสุดของฮินดู  เป็นรูปแบบเรือที่เก่าแก่ความเป็นมายาวนานกว่าสี่ร้อยปี ปรากฏนามในพงศาวดารสมัยกรุงศรีอยุธยาว่า “เรือพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์”  “เรือพระที่นั่งศรีสุวรรณหงส์”  และ “เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์”  ตามลำดับ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ได้สร้าง “เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์” ขึ้นใหม่ตามแบบเดิมสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ถูกเผาทำลายไปครั้งเสียกรุง โดยลำปัจจุบันเป็นลำที่ ๒ สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ในปีพ.ศ. ๒๔๕๔ แทนลำแรกที่หมดสภาพไปตามกาล  ได้รับรางวัลเรือมรดกโลกจากองค์กรเรือโลกแห่งสหราชอาณาจักรเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ในฐานะมรดกวัฒนธรรมทางนาวาสถาปัตย์ซึ่งสืบทอดทั้งชื่อ คติความเชื่อ และจิตวิญญาณด้านศิลปกรรมจากสมัยอยุธยามาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์

เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ 

เช่นเดียวกันกับเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ ซึ่งทำหน้าที่เรือทรงลำรอง ความเป็นมาเก่าแก่ไม่แพ้กัน สร้างเริ่มแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยาโขนเรือเป็นรูปครุฑแสดงกรณมุทรา (ขับไล่สิ่งชั่วร้าย)  ตามความเชื่อว่าครุฑเป็นพาหนะของพระนารายณ์ ผู้อวตารมาเป็นกษัตริย์อยุธยา ปรากฏนามในพงศาวดารว่า “เรือพระที่นั่งครุฑพาหะ”  ในสมัยรัตนโกสินทร์ได้รับการสร้างขึ้นใหม่ในรัชกาลสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓  แรกสร้างเป็นโขนเรือรูปครุฑยุดนาค นาม “เรือพระที่นั่งมงคลสุบรรณ” ก่อนที่รัชสมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ จะโปรดฯ ให้ช่างหลวงจำหลักไม้รูปพระนารายณ์ประทับบนหลังครุฑเพิ่มเติม แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า  “เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ” ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร์ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ รัฐบาลได้มอบหมายให้กรมศิลปากรสร้างลำใหม่คือ “เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙”  ขึ้นถวายแทนลำเดิมเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองปีกาญจนาภิเษกทรงครองราชย์ครบ ๕๐ ปี


เรือสุครีพครองเมือง

  ตามมาด้วยเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์  ซึ่งธรรมเนียมโบราณกระบวนพยุหยาตราชลมารคในริ้วกลางจะต้อง“เรือพระที่นั่งรอง"  ตามเรือพระที่นั่งทรงอยู่เสมอ เพื่อเป็นเรือสำรองกรณีเรือพระที่นั่งทรงชำรุด  โดยมักจะใช้เรือในกลุ่มเรือพระที่นั่งศรี อันมีศักดิ์รองจากเรือพระที่นั่งกิ่ง โขนเรือไม่แกะสลักรูปประติมากรรมลอยตัวแบบเรือพระที่นั่งกิ่ง แต่สลักลวดลายลงรักปิดทองเป็นรูปพญานาคขนาดเล็กจำนวนนับร้อยลดเลื้อยเกี่ยวพันกัน ตั้งบัลลังก์กัญญาสำหรับเป็นที่ประทับ ซึ่งบางครั้งเป็นเรือที่ประทับของพระบรมวงศ์ที่ตามเสด็จ   ปิดท้ายริ้วขบวนกลางด้วยเรือตำรวจกรมวังอารักขา

 ริ้วกระบวนแถวที่ ๒ และ ๔  เป็นกระบวนเรือแสนยากรขนาบสองฟากซ้ายขวาของริ้วกระบวนเรือพระที่นั่งตรงกลาง ประกอบด้วยเรือ ๘ ลำ ประกบเป็นคู่ ๆ  นับจากหน้าไปหลังตามลำดับดังนี้ เรือทองขวานฟ้า  เรือทองบ้าบิ่น เรือไม้ขุดลงรักปิดทอง ทำหน้าที่เรือประตูหน้าเบิกทาง ตามติดมาด้วย เรือเสือทะยานชล เรือเสือคำรณสินธุ์  เรือพิฆาตหัวเรือแกะสลักไม้ทาสีเป็นรูปเสือติดปืนใหญ่ในช่องปาก ทำหน้าที่ตรวจการณ์และคุ้มกัน 

เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือเสือคำรณสินธุ์ และเรือพาลีร้ังทวีป

ถัดมาจึงเป็นกลุ่มเรือรบติดปืนใหญ่รูปสัตว์จากวรรณคดี แกะสลักไม้ทาสีลงรักปิดทองประดับกระจกอย่างอลังการทุกลำทำหน้าที่เรือกลองชนะให้สัญญาณนำทัพ ไล่เรียงเป็นคู่จากเรืออสุรวายุภักษ์ กับ เรืออสุรปักษี โขนเรือเป็นรูปสัตว์หิมพานต์ครึ่งยักษ์ครึ่งวิหค  เรือครุฑเหินเห็จ โขนเรือรูปครุฑกายสีแดงยุดนาค เรือครุฑเตร็จไตรจักร โขนเรือรูปครุฑกายสีชมพูยุดนาค  ตามมาด้วยกลุ่มเรือจากวรรณคดีรามเกียรติ์ในท่าสำแดงฤทธิ์ถือธงสองข้าง รวม ๖ ลำ เรือพาลีรั้งทวีปโขนเรือเป็นรูปพาลี พญาวานรกายสีเขียวสวมชฎา เรือสุครีพครองเมือง โขนเรือรูปสุครีพพญาวานรกายสีแดงสวมชฎา เรือกระบี่ปราบเมืองมาร โขนเรือรูปหนุมานพญาลิงเผือก เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ โขนเรือรูปนิลพัทธ์พญาวานรกายสีดำ มีฤทธิ์ทัดเทียมหนุมาน ก่อนปิดท้ายด้วย เรือเอกชัยเหินหาว เรือเอกชัยหลาวทอง  ตัวเรือลงรักปิดทองและเขียนลายรดน้ำเป็นรูปเหรา ทำหน้าที่ช่วยลากจูงเรือพระที่นั่งในกรณีเกิดพบสายน้ำเชี่ยว

 ริ้วกระบวนนอกสุดหรือริ้วกระบวนที่  ๑ และที่ ๕ ประกอบด้วย เรือดั้ง ๒๒  ลำ เรียกชื่อตามลำดับเลข เรือดั้ง ๑ ถึง เรือดั้ง ๒๒ ทำหน้าที่อารักขารอบนอกสุด  ทั้งฝั่งซ้ายและขวา ขนาบข้างไปกับริ้วกระบวนหลัก เรือแซงหรือกราบเคลื่อนที่เร็ว อีก ๗ ลำ กรณีเหตุฉุกเฉินหรือมีภัยคุกคาม เรือแซงสามารถพายแซงขึ้นมาอารักขาพระมหากษัตริย์ได้อย่างรวดเร็ว เรือแซง ๑ ถึง ๖  อยู่ริ้วสายนอกสุดสองฟาก  โดยมีเรือแซง ๗ ทำหน้าที่ปิดท้ายริ้วสายกลางของทั้งกระบวน ซึ่งทั้ง ๕ ริ้วความกว้างประมาณ ๙๐  เมตรและความยาวทั้งสิ้นประมาณ ๑,๒๘๐ เมตร

ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเรือพระราชพิธี

กระบวนพยุหยาตราชลมารคถือเป็น “สหศิลปกรรม” ผสมผสานศิลปะจากหลายสาขาเข้าด้วยกัน ทั้งสถาปัตยกรรม (การออกแบบโครงสร้างเรือและส่วนประกอบต่าง ๆ ) ประติมากรรม (การแกะสลักโขนเรือ ลายฉลุไม้ประดับ)  จิตรกรรมไทยประเพณี (ลายรดน้ำ ลงรักปิดทอง ประดับกระจก ลงสี) วรรณศิลป์ (กาพย์เห่เรือ) ดุริยางคศิลป์และนาฏศิลป์ (ท่วงทำนองของการเห่เรือ การประโคมบรรเลงดนตรีในกระบวน ลีลาท่วงท่าในการพาย) นฤมิตรศิลป์ (พัสตราภรณ์ เครื่องแต่งกาย) เมื่อรวมเข้ากับความโดดเด่นในฐานะเป็นประเพณีโบราณเก่าแก่ยาวนานหลายศตวรรษสืบสานมาอย่างไม่ขาดสายจนถึงปัจจุบันในลักษณะของ “มรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต"  ทั้งยังใช้ในพระราชพิธีสำคัญของชาติอย่างสมบูรณ์แบบ รัฐบาลไทยจึงได้ผลักดันให้กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค เข้าสู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในโอกาสต่อไป เพื่อให้ความงดงามทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่และล้ำเลอค่าชิ้นนี้ คงอยู่คู่สายน้ำและประเทศไทยตราบนานเท่านาน

 


คู่มือนักเดินทาง

ขบวนพยุหยาตราชลมารค พ.ศ.๒๕๖๙ เนื่องในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร กำหนดจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๙  ตั้งแต่เวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกาเป็นต้นไป โดยใช้เส้นทางจากสะพานพระราม ๘ มายังท่าเรือวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ยังมีการซ้อมใหญ่ในวันที่ ๒๑ และ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๙  โดยจุดชมการแสดงและฝึกซ้อมริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งพระนครได้แก่ บริเวณสวนสันติชัยปราการ ท่ามหาราช และท่าช้าง ฝั่งธนบุรีได้แก่ บริเวณใต้สะพานพระราม ๘ สวนเฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา โรงพยาบาลศิริราช ท่าน้ำวัดระฆังโฆสิตาราม และวัดอรุณราชวราราม

นอกเหนือจากช่วงพระราชพิธีสามารถชมความงดงามของเรือพระราชพิธีแต่ละลำได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี เลขที่ ๘๐/๑  ริมคลองบางกอกน้อย แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เปิดให้เข้าชมวันจันทร์-ศุกร์เวลา ๐๘.๐๐-๑๖.๐๐  นาฬิกา ยกเว้นวันหยุดราชการ วันหยุดนักขัตฤกษ์ วันซ้อมใหญ่ และวันพิธีจริง โดยในช่วงเวลานี้เปิดให้เข้าชมเฉพาะคนไทย งดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ    

 

Tuesday, May 27, 2025

ตามรอยจิตรกรรมจากซีรี่ส์ The White Lotus วัดสุวรรณาราม- วัดสุทัศน์

 


ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ เรื่องและภาพ

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน อนุสาร อ.ส.ท.  เมษายน ๒๕๖๘


ภาพของนักท่องเที่ยวฝรั่งเดินถือภาพถ่ายพลางชะเง้อชะแง้มองภาพจิตรกรรมบนฝาผนังในพระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวรารามเปรียบเทียบกันกับภาพถ่ายในมือ ดูจะพบเห็นมากเป็นพิเศษครับในช่วงนี้ สังเกตจากการที่ผมเข้ามานั่งพักหลบร้อนอยู่แค่เพียงไม่กี่นาที ยังนับได้เป็นสิบรายแล้ว

ต้นเหตุนั้นมาจากซีรี่ส์ระดับอินเตอร์เรื่องดัง “The White Lotus”  ซีซัน ๓  ที่ “น้องลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ศิลปิน K-POP สาวชาวไทยสุดฮอตร่วมแสดงอยู่ด้วยนั่นแหละครับเป็นสำคัญ  เนื่องพราะช่วงไตเติลเปิดเรื่องหรือ Opening Credit ได้นำเอาภาพจิตรกรรมฝาผนังจากวัดสุวรรณารามและวัดสุทัศนเทพวราราม สองอารามเก่าแก่ของไทยมาลำดับตกแต่งเป็นภาพเปิดเรื่องอย่างตระการตา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติแห่กันมาตามแกะรอยภาพงาม ๆ ที่เห็นจากซีรี่ส์กันเป็นทิวแถว

ความจริงแล้วภาพจิตรกรรมวัดสุทัศนเทพวรารามอันปรากฏในซีรี่ส์นั้นต้องบอกว่าเป็นเพียงส่วนย่อยครับ เนื่องจากถูกเลือกมาจาก “ภาพกาก” ซึ่งในจิตรกรรมไทยหมายถึงภาพซึ่งไม่ใช่เนื้อหาหลัก เป็นแค่ส่วนประกอบ เช่น สภาพแวดล้อม ทิวทัศน์  บ้านเรือน วิถีชีวิตผู้คน สิงสาราสัตว์ หลายภาพยังเลือกแค่บางส่วนไปตัดต่อเข้าด้วยกัน


เนมิราชชาดก จิตรกรรมฝีมือชั้นบรมครูของหลวงวิจิตรเจษฎาหรือครูทองอยู่ จิตรกรเอกในสมัยรัชกาลที่ ๓  ปรากฏเป็นภาพเด่นในไตเติลซีรี่ส์ 


ตัวภาพจิตรกรรมที่เป็นเนื้อหาหลักน่าดูชมจริง ๆ นั้นต้องบอกว่าอยู่ที่วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร อารามโบราณย่านบางกอกน้อย เดิมชื่อ “วัดทอง” เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่มาปฏิสังขรณ์ใหญ่ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์  สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ พระอุโบสถ พระวิหาร พระเจดีย์ เก๋ง และเสนาสนะต่าง ๆ ล้วนสร้างขึ้นในช่วงเวลานี้ ส่วนจิตรกรรมฝาผนังนั้นมาเขียนขึ้นพร้อมกับการปฏิสังขรณ์วัดครั้งใหญ่ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓  ก่อนหน้าจะเปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดสุวรรณาราม”  ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔

ลายเส้นสีสันจิตรกรรมอันตระการตานั้นรังสรรค์ขึ้นบนผนังภายในพระอุโบสถทั้งสี่ด้านรอบองค์ ”พระศรีศาสดา” พระพุทธรูปประธานโบราณซึ่งอัญเชิญจากหัวเมืองเหนือลงมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ รายละเอียดของภาพระยิบระยับจนไม่มีพื้นที่ว่าง ตั้งแต่ผนังหุ้มกลองทิศตะวันออกด้านหน้าพระประธาน ระหว่างช่องประตูเขียนภาพพุทธประวัติตอนประสูติและตอนมหาภิเนษกรมณ์ (เสด็จออกบวช) ในขณะพื้นที่เหนือแนวประตูขึ้นไปเขียนภาพพุทธประวัติตอนมารวิชัย (ผจญมาร) อย่างยิ่งใหญ่อลังการ ส่วนผนังทิศเหนือเขียนภาพจาก “ทศชาติชาดก” อันเป็น ๑๐ พระชาติสุดท้ายในการบำเพ็ญบารมีในฐานะพระโพธิสัตว์ก่อนมาประสูติเป็นพระพุทธเจ้า ไล่เรียงไปตามลำดับรวม ๙ ชาติ ได้แก่ เตมียชาดก มหาชนกชาดก สุวรรณสามชาดก เนมิราชชาดก มโหสถชาดก ภูริทัตชาดก จันทกุมารชาดก นารทชาดก และวิธูรชาดก

องค์พระศรีศาสดา พระประธานในอุโบสถ

ชาติที่สิบคือ “เวสสันดรชาดก”  อันเป็นชาติสุดท้ายซึ่งถือเป็น “มหาชาติ” นั้น ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ด้วยการใช้พื้นที่ของผนังด้านทิศใต้ระหว่างช่องหน้าต่างทั้งแถบ เขียนเป็นภาพจากเรื่องเวสสันดรชาดก ไล่เรียงตั้งแต่ตอนเริ่มต้นมาจากด้านหน้าตามลำดับมาจนถึงตอนจบตรงผนังหุ้มกลองระหว่างช่องประตูด้านหลังพระประธาน ครบถ้วนทั้ง ๑๓ กัณฑ์ เหนือกรอบประตูขึ้นไปเขียนภาพพุทธประวัติตอนเทโวโรหณะ คือพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ลงมาตามบันไดนาค ระหว่างเสด็จทรงเปิดโลกให้เห็นทั่วถึงกันทั้งสามโลก โลกสวรรค์ โลกมนุษย์ และโลกนรก (แต่พื้นที่นรกในภาพนี้น้อยไปหน่อย วาดไว้แค่ช่องเล็ก ๆ นิดเดียว พอเป็นพิธี อาจเพราะนรกดูไม่สวยงามเจริญหูเจริญตา) โดยมุมของภาพวาดเป็นสังกัสนครที่พระพุทธองค์เสด็จลงมาถึงโลกมนุษย์ มีกษัตริย์และประชาชนออกมาตักบาตรรับเสด็จ     


จิตรกรรมเทพชุมนุมเรียงรายในระดับเหนือหน้าต่างอุโบสถ

เหนือช่องหน้าต่างบนผนังด้านข้างทั้งสองฟากฝั่งซ้ายขวายังเข้มขลังด้วยภาพเขียน “เทพชุมนุม” บรรดาเหล่าทวยเทพน้อยใหญ่ทั้งพระอินทร์ พระพรหม เทวดา ยักษ์ ครุฑ นาค ฤาษี นักสิทธิ์ วิทยาธร ในอิริยาบถประทับนั่งพับเพียบเรียบร้อย ต่างองค์ยอกรพนมหัตถ์ถวายอัญชุลี หันพักตร์ไปยังทิศตะวันตกอันเป็นที่ตั้งของพระประธาน เรียงรายลดหลั่นกันเป็นแถวเป็นแนวสลับสีแดงดำอย่างมีระเบียบบนผนังรวมฝั่งละสี่แถวด้วยกัน เดินเข้าไปในพระอุโบสถแล้วให้บรรยากาศเหมือนได้ร่วมเข้าเฝ้าพระพุทธองค์บนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ยังไงยังงั้น

 ต้องยอมรับว่าผู้กำกับซีรี่ส์ The White Lotus  ซีซัน ๓ นั้น “ตาถึง” จริง ๆ ครับ ที่เลือกจิตรกรรมจากพระอุโบสถแห่งนี้ไปใช้เปิดเรื่อง เนื่องจากผลงานทั้งหมดในที่นี้ถือเป็นงานฝีมือระดับ “บรมครู” ชั้นแนวหน้าของสมัยรัชกาลที่ ๓ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะภาพหลักที่ใช้เป็น “ตัวเปิด” ซีรี่ส์ ซึ่งสร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้ชมนั้น คือผลงาน”มาสเตอร์พีซ” ของ หลวงวิจิตรเจษฎา หรือ ครูทองอยู่ ยอดฝีมืออันดับ ๑ ของแผ่นดิน ผู้ลือเลื่องชื่อด้วยความเชี่ยวชาญด้านลวดลายไทยประเพณีอันวิจิตรและความงดงามของลายเส้นพลิ้วสะบัดไหว ซึ่งเราจะเห็นจากในส่วนของ “เส้นฮ่อ” ใช้แบ่งเรื่องราวของภาพใน“เนมิราชชาดก” บริเวณห้องที่ ๔ ว่าโดดเด่นแตกต่างออกไปจากภาพอื่น ๆ จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างชัดเจน นอกจากนั้นยังมีเทคนิคเลือกใช้สีสันตัดกันบริเวณฉากหลังช่วยสร้างบรรยากาศขับเน้นจุดเด่นตรงกึ่งกลางให้ดูลอยตัวขึ้นมาเป็นสามมิติอย่างตื่นตาน่าอัศจรรย์

ชาวต่างชาติหลากลีลาเปี่ยมชีวิตชีวาอารมณ์ ฝีมือหลวงเสนีย์บริรักษ์ หรือครูคงแป๊ะ จิตรกรเอกผู้ได้ชื่อว่าฝีมือทัดเทียมกับครูทองอยู่

ทว่าภาพที่ไม่ได้ปรากฏในซีรีส์ก็ใช่ว่าจะยิ่งหย่อนกว่ากัน กลับถึงขั้น “ต้องห้ามพลาด” ด้วยซ้ำไป หนึ่งนั้นคือภาพของ “มโหสถชาดก” ในห้องที่ ๕ ข้าง ๆ  ห่างเพียงช่องหน้าต่างกั้น อันเป็นผลงานชิ้นเอกของหลวงเสนีย์บริรักษ์หรือ “ครูคงแป๊ะ” ซึ่งชื่อชั้นจัดอยู่ในระดับทัดเทียมกันกับ “ครูทองอยู่” ด้วยฐานะคู่แข่งคนสำคัญเพียงหนึ่งเดียว ในส่วนพระมโหสถที่เป็นเรื่องราวหลักนั้นครูคงแป๊ะวาดตามธรรมเนียมนิยมมาตรฐานจิตรกรรมไทยทั่วไป ความโดดเด่นมาอยู่ตรงการวาดภาพผู้คนตัวประกอบในภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวต่างชาติ ทั้งฝรั่งยุโรปและแขกอาหรับ ล้วนสร้างสรรค์ด้วยอิริยาบถหลากหลาย ตั้งแต่ฉากแอ็คชั่นอย่างการต่อสู้กันบนหลังม้า ที่ให้ความรู้สึกได้ถึงความรวดเร็วว่องไวผาดโผน แม้แต่ภาพจับกลุ่มยืนชุมชุมกันเป็นหมู่ ยังเต็มไปด้วยชีวิตชีวาทั้งสีหน้าท่าทาง อารมณ์ เสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องแต่งกายล้วนเก็บรายละเอียดได้สมจริง สื่อถึงฐานะอันไม่ธรรมดาให้รับรู้ได้โดยไม่ต้องมีคำบรรยาย 

เรือสำเภาอัปปางในพายุจากพระมหาชนกชาดก อีกภาพที่งดงามด้วยบรรยากาศ  

เรือสำเภาจีนและท้องทะเล ภาพทิวทัศน์ที่ผสานทัศนมิติแบบสมัยใหม่เข้าไปในจิตรกรรมไทยประเพณี

            ภาพอื่น ๆ ในอุโบสถก็เช่นกัน ย่อมไม่ใช่ชั้น “โนเนม” แน่นอน แม้จะไม่ปรากฏชื่อเสียงเรียงนามของจิตรกรผู้วาด นั่นก็เพราะความเชื่อในสมัยนั้นถือว่าสร้างงานศิลปะเพื่อเป็นพุทธบูชา เพียงฝีไม้ลายมือที่ฝากเอาไว้ก็บ่งบอกฝีมือได้ ว่าแต่ละท่านนั้นอยู่แนวหน้าในระดับ “ท็อปเท็น”ของยุคอย่างไม่ต้องสงสัย อย่างเช่นในภาพ “มหาชนกชาดก” วาดคลื่นลมคลุ้มคลั่งกลางสมุทรซึ่งทำให้เรือสำเภาของพระมหาชนกอัปปางลงเอาไว้อย่างได้บรรยากาศสมจริง หรือภาพของทิวทัศน์ขบวนเรือสำเภาลอยละล่องท่องคลื่นกลางท้องทะเลในตอนสุดท้ายของเวสสันดรชาดกบนผนังด้านหลังองค์พระประธาน ปรากฏการนำเอาเทคนิคการวาดทัศนมิติใกล้ไกลแบบตะวันตกมาผสานเข้ากับจิตรกรรมไทยประเพณีได้อย่างลงตัว ให้อารมณ์กึ่งจริงกึ่งฝัน  (ทั้งสองภาพนี้ก็ถูกนำไปตัดต่อดัดแปลงเข้าด้วยกัน ใช้เป็นส่วนหนึ่งของไตเติลซีรีส์ด้วย) สรุปง่าย ๆ ว่างามขั้นอัศจรรย์ทุกภาพครับ หากมีเวลาควรชมจนครบถ้วนให้เป็นบุญตา ผมเองเดินดูติดลมเพลินชมจนลืมทั้งมื้อเช้ามื้อกลางวันกันเลยทีเดียว

ทิวทัศน์ของบ้านเมืองสมัยต้นรัตนโกสินทร์ปรากฏบนจิตรกรรมพระราชพิธีสิบสองเดือน วัดราชประดิษฐานสถิตมหาสีมาราม

ระหว่างทางมุ่งหน้ามายังวัดสุทัศน์ฯ  ผมไม่ลืมแวะเข้าไปชมจิตรกรรมในอุโบสถวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ถึงไม่เกี่ยวข้องอะไรกับซีรี่ส์ แต่ต้องมาชมเพราะเป็นผลงานอันทำให้เห็นชัดถึงพัฒนาการของจิตรกรรมอันต่อเนื่องมาจากสมัยรัชกาลที่ ๓ อย่างของวัดสุวรรณาราม ซึ่งเริ่มมีอิทธิพลศิลปะแบบตะวันตกเข้ามาผสมผสานบางส่วน  ในขณะจิตรกรรมฝาผนังวัดราชประดิษฐ์ฯ ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พัฒนาไปอีกขั้น โดยผสมผสานงานจิตรกรรมแบบดั้งเดิมเข้ากับทัศนียภาพสมัยใหม่มากขึ้น เช่น เทพชุมนุมที่เคยเขียนให้ประทับนั่งเรียงแถวบนฉากหลังสีแดงหรือดำ ถูกปรับเปลี่ยนเขียนเป็นเทพชุมนุมแบบต่างเหาะเหินอยู่ในอากาศท่ามกลางท้องฟ้าครามและเมฆขาวเหมือนจริง 

ประเพณีก่อพระเจดีย์ทรายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ วัดราชประดิษฐานสถิตมหาสีมาราม

 เนื้อหาของภาพก็ฉีกแนวจากเรื่องราวในพุทธศาสนาอย่างพุทธประวัติและชาดกต่าง ๆ หันมาเขียนป็นเรื่องราวเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแทน เช่น ภาพการทอดพระเนตรสุริยุปราคาและจันทรุปราคา บนผนังหุ้มกลองด้านหน้า  ส่วนผนังด้านข้างทั้งสองฟากเขียนเป็นภาพของ “พระราชพิธีสิบสองเดือน” ตามพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้อายู่หัว รัชกาลที่ ๕  ไล่เรียงตามลำดับไป ซึ่งบางพิธีไม่มีให้เห็นแล้วในปัจจุบัน เช่น  พิธีตรียัมพวาย  (โล้ชิงช้า) บางพิธีก็มีพัฒนาการกว้างขวางออกไปมาก เช่น พิธีลอยพระประทีป  (ปัจจุบันกลายเป็นประเพณีลอยกระทง) พิธีสงกรานต์  (ในภาพมีแต่การไปทำบุญที่วัด ก่อพระเจดีย์ทราย ไม่เห็นเล่นสาดน้ำกันแต่อย่างใด  ปัจจุบันพัฒนาการเป็นเทศกาลเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนานไปแล้ว)  โดยเป็นการวาดในลักษณะจิตรกรรมไทยประเพณีผสมผสานด้วยทัศนมิติสมัยใหม่ เรียงรายด้วยตึกรามบ้านช่องวิถีชีวิตผู้คน เป็นการบันทึกสภาพของบ้านเมืองในช่วงรัชกาลที่ ๔-๕ เอาไว้ในทางอ้อม

ฉากประตูเมืองในเรื่องทธิวาหนชาดก จากพระเจ้าห้าร้อยชาติ บนเสาด้านหน้าพระประธานในพระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวราราม

               เดินต่อมาจนถึงวัดสุทัศน์ในแดดยามบ่ายก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ เหนื่อยนั้นไม่เท่าไหร่ แต่ร้อนนี่แหละทำให้ต้องขอนั่งพักก่อนสักหน่อย พอดีกับเป็นวันพระภายในวิหารมีธรรมเทศนา ถือโอกาสฟังไปพักไปในตัว ระหว่างนี้ถึงได้สังเกตเห็นว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติหลากหลายถือภาพเข้ามามองหาตามรอยจิตรกรรมจากซีรี่ส์ค่อนข้างเยอะ ผิดกับที่วัดสุวรรณาราม อาจเพราะวัดสุทัศน์ฯ เป็นแหล่งที่อยู่ใจกลางกรุงเทพฯ เดินทางสะดวกกว่า พักจนหายร้อนก็พอดีกับธรรมเทศนาจบ เลยเดินไปตามดูกับเขาบ้าง

ภาพจิตรกรรมของวัดสุทัศน์ฯ นั้นเขียนขึ้นเพื่อแสดงถึงความเป็นศูนย์กลางจักรวาลของพระวิหารหลวง คือเขาพระสุเมรุบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์  ผนังสี่ด้านตั้งแต่แนวใต้ขอบหน้าต่างขึ้นไปจดฝ้าเพดานวาดภาพประวัติอดีตพระพุทธเจ้า ๒๗ พระองค์ ตามลำดับโดยเวียนขวาแบบทักษิณาวรรต บนเสาพระวิหารหลวง วาดภาพโลกสัณฐาน ป่าหิมพานต์ ทวีปทั้งสี่ที่อยู่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ และเรื่องราวจากชาดกรวมทั้งหมด ๓๐ เรื่อง ภาพที่ปรากฏในซีรี่ส์ส่วนใหญ่ก็อยู่แถว ๆ เสานี้แทบทั้งหมดครับ กับมีบางภาพอยู่แถว ๆ ผนังด้านหลังพระประธาน

ภาพของเสือกำลังกินซากกวาง ถูกฝูงหมาป่าเข้าล้อมกรอบเพื่อแย่งชิง บนเสาด้านข้างพระประธาน

อย่างบอกไว้ตอนแรก ว่าภาพจิตรกรรมจากวัดสุทัศน์ฯ ส่วนใหญ่ถูกนำไปตัดต่ออีกที แต่ก็ยังมีภาพที่ไม่ได้ดัดแปลงเลยอยู่เหมือนกัน อย่างภาพเสือกำลังกินซากกวาง ถูกล้อมกรอบโดยสุนัขป่าเพื่อแย่งชิงอาหาร บนเสาวิหารด้านซ้ายขององค์พระประธาน  อีกภาพภาพเด่นเป็นที่จดจำและดัดแปลงน้อยจนแทบไม่แตกต่างได้แก่ ภาพการรบตรงหน้าซุ้มประตูเมือง ภาพจริงอยู่บนเสาตรงหน้าพระประธาน เป็นภาพจากทธิวาหนชาดก ในซีรีส์ดัดแปลงเขียนคำว่า “บัวขาว” เอาไว้บนซุ้มประตู กับเติมภาพลิงกำลังต่อสู้กับคนเข้าไป ส่วนภาพอื่น ๆ นั้นดัดแปลงมากน้อยต่างกันไป แต่พิจารณาดูดี ๆ ก็เห็นได้ไม่ยากครับ  ไม่บอกดีกว่าว่าอยู่ตรงไหนบ้าง ให้ไปเดินหาดูกันเองสนุกกว่า

หนึ่งในทัพมารถูกจระเข้กัดกิน จิตรกรรมพุทธประวัติตอนมารวิชัย วัดสุวรรณาราม