Showing posts with label จิตรกรรม. Show all posts
Showing posts with label จิตรกรรม. Show all posts

Tuesday, May 27, 2025

ตามรอยจิตรกรรมจากซีรี่ส์ The White Lotus วัดสุวรรณาราม- วัดสุทัศน์

 


ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ เรื่องและภาพ

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน อนุสาร อ.ส.ท.  เมษายน ๒๕๖๘


ภาพของนักท่องเที่ยวฝรั่งเดินถือภาพถ่ายพลางชะเง้อชะแง้มองภาพจิตรกรรมบนฝาผนังในพระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวรารามเปรียบเทียบกันกับภาพถ่ายในมือ ดูจะพบเห็นมากเป็นพิเศษครับในช่วงนี้ สังเกตจากการที่ผมเข้ามานั่งพักหลบร้อนอยู่แค่เพียงไม่กี่นาที ยังนับได้เป็นสิบรายแล้ว

ต้นเหตุนั้นมาจากซีรี่ส์ระดับอินเตอร์เรื่องดัง “The White Lotus ซีซัน ๓  ที่ “น้องลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ศิลปิน K-POP สาวชาวไทยสุดฮอตร่วมแสดงอยู่ด้วยนั่นแหละครับเป็นสำคัญ  เนื่องพราะช่วงไตเติลเปิดเรื่องหรือ Opening Credit ได้นำเอาภาพจิตรกรรมฝาผนังจากวัดสุวรรณารามและวัดสุทัศนเทพวราราม สองอารามเก่าแก่ของไทยมาลำดับตกแต่งเป็นภาพเปิดเรื่องอย่างตระการตา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติแห่กันมาตามแกะรอยภาพงาม ๆ ที่เห็นจากซีรี่ส์กันเป็นทิวแถว

ความจริงแล้วภาพจิตรกรรมวัดสุทัศนเทพวรารามอันปรากฏในซีรี่ส์นั้นต้องบอกว่าเป็นเพียงส่วนย่อยครับ เนื่องจากถูกเลือกมาจาก “ภาพกาก” ซึ่งในจิตรกรรมไทยหมายถึงภาพซึ่งไม่ใช่เนื้อหาหลัก เป็นแค่ส่วนประกอบ เช่น สภาพแวดล้อม ทิวทัศน์  บ้านเรือน วิถีชีวิตผู้คน สิงสาราสัตว์ หลายภาพยังเลือกแค่บางส่วนไปตัดต่อเข้าด้วยกัน


นมิราชชาดก จิตรกรรมฝีมือชั้นบรมครูของหลวงวิจิตรเจษฎาหรือครูทองอยู่ จิตรกรเอกในสมัยรัชกาลที่ ๓  ปรากฏเป็นภาพเด่นในไตเติลซีรี่ส์ 


ตัวภาพจิตรกรรมที่เป็นเนื้อหาหลักน่าดูชมจริง ๆ นั้นต้องบอกว่าอยู่ที่วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร อารามโบราณย่านบางกอกน้อย เดิมชื่อ “วัดทอง” เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่มาปฏิสังขรณ์ใหญ่ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์  สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ พระอุโบสถ พระวิหาร พระเจดีย์ เก๋ง และเสนาสนะต่าง ๆ ล้วนสร้างขึ้นในช่วงเวลานี้ ส่วนจิตรกรรมฝาผนังนั้นมาเขียนขึ้นพร้อมกับการปฏิสังขรณ์วัดครั้งใหญ่ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓  ก่อนหน้าจะเปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดสุวรรณาราม”  ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔

ลายเส้นสีสันจิตรกรรมอันตระการตานั้นรังสรรค์ขึ้นบนผนังภายในพระอุโบสถทั้งสี่ด้านรอบองค์ ”พระศรีศาสดา” พระพุทธรูปประธานโบราณซึ่งอัญเชิญจากหัวเมืองเหนือลงมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ รายละเอียดของภาพระยิบระยับจนไม่มีพื้นที่ว่าง ตั้งแต่ผนังหุ้มกลองทิศตะวันออกด้านหน้าพระประธาน ระหว่างช่องประตูเขียนภาพพุทธประวัติตอนประสูติและตอนมหาภิเนษกรมณ์ (เสด็จออกบวช) ในขณะพื้นที่เหนือแนวประตูขึ้นไปเขียนภาพพุทธประวัติตอนมารวิชัย (ผจญมาร) อย่างยิ่งใหญ่อลังการ ส่วนผนังทิศเหนือเขียนภาพจาก “ทศชาติชาดก” อันเป็น ๑๐ พระชาติสุดท้ายในการบำเพ็ญบารมีในฐานะพระโพธิสัตว์ก่อนมาประสูติเป็นพระพุทธเจ้า ไล่เรียงไปตามลำดับรวม ๙ ชาติ ได้แก่ เตมียชาดก มหาชนกชาดก สุวรรณสามชาดก เนมิราชชาดก มโหสถชาดก ภูริทัตชาดก จันทกุมารชาดก นารทชาดก และวิธูรชาดก

องค์พระศรีศาสดา พระประธานในอุโบสถ

ชาติที่สิบคือ “เวสสันดรชาดก”  อันเป็นชาติสุดท้ายซึ่งถือเป็น “มหาชาติ” นั้น ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ด้วยการใช้พื้นที่ของผนังด้านทิศใต้ระหว่างช่องหน้าต่างทั้งแถบ เขียนเป็นภาพจากเรื่องเวสสันดรชาดก ไล่เรียงตั้งแต่ตอนเริ่มต้นมาจากด้านหน้าตามลำดับมาจนถึงตอนจบตรงผนังหุ้มกลองระหว่างช่องประตูด้านหลังพระประธาน ครบถ้วนทั้ง ๑๓ กัณฑ์ เหนือกรอบประตูขึ้นไปเขียนภาพพุทธประวัติตอนเทโวโรหณะ คือพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ลงมาตามบันไดนาค ระหว่างเสด็จทรงเปิดโลกให้เห็นทั่วถึงกันทั้งสามโลก โลกสวรรค์ โลกมนุษย์ และโลกนรก (แต่พื้นที่นรกในภาพนี้น้อยไปหน่อย วาดไว้แค่ช่องเล็ก ๆ นิดเดียว พอเป็นพิธี อาจเพราะนรกดูไม่สวยงามเจริญหูเจริญตา) โดยมุมของภาพวาดเป็นสังกัสนครที่พระพุทธองค์เสด็จลงมาถึงโลกมนุษย์ มีกษัตริย์และประชาชนออกมาตักบาตรรับเสด็จ     


จิตรกรรมเทพชุมนุมเรียงรายในระดับเหนือหน้าต่างอุโบสถ

เหนือช่องหน้าต่างบนผนังด้านข้างทั้งสองฟากฝั่งซ้ายขวายังเข้มขลังด้วยภาพเขียน “เทพชุมนุม” บรรดาเหล่าทวยเทพน้อยใหญ่ทั้งพระอินทร์ พระพรหม เทวดา ยักษ์ ครุฑ นาค ฤาษี นักสิทธิ์ วิทยาธร ในอิริยาบถประทับนั่งพับเพียบเรียบร้อย ต่างองค์ยอกรพนมหัตถ์ถวายอัญชุลี หันพักตร์ไปยังทิศตะวันตกอันเป็นที่ตั้งของพระประธาน เรียงรายลดหลั่นกันเป็นแถวเป็นแนวสลับสีแดงดำอย่างมีระเบียบบนผนังรวมฝั่งละสี่แถวด้วยกัน เดินเข้าไปในพระอุโบสถแล้วให้บรรยากาศเหมือนได้ร่วมเข้าเฝ้าพระพุทธองค์บนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ยังไงยังงั้น

 ต้องยอมรับว่าผู้กำกับซีรี่ส์ The White Lotus  ซีซัน ๓ นั้น “ตาถึง” จริง ๆ ครับ ที่เลือกจิตรกรรมจากพระอุโบสถแห่งนี้ไปใช้เปิดเรื่อง เนื่องจากผลงานทั้งหมดในที่นี้ถือเป็นงานฝีมือระดับ “บรมครู” ชั้นแนวหน้าของสมัยรัชกาลที่ ๓ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะภาพหลักที่ใช้เป็น “ตัวเปิด” ซีรี่ส์ ซึ่งสร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้ชมนั้น คือผลงาน”มาสเตอร์พีซ” ของ หลวงวิจิตรเจษฎา หรือ ครูทองอยู่ ยอดฝีมืออันดับ ๑ ของแผ่นดิน ผู้ลือเลื่องชื่อด้วยความเชี่ยวชาญด้านลวดลายไทยประเพณีอันวิจิตรและความงดงามของลายเส้นพลิ้วสะบัดไหว ซึ่งเราจะเห็นจากในส่วนของ “เส้นฮ่อ” ใช้แบ่งเรื่องราวของภาพใน“เนมิราชชาดก” บริเวณห้องที่ ๔ ว่าโดดเด่นแตกต่างออกไปจากภาพอื่น ๆ จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างชัดเจน นอกจากนั้นยังมีเทคนิคเลือกใช้สีสันตัดกันบริเวณฉากหลังช่วยสร้างบรรยากาศขับเน้นจุดเด่นตรงกึ่งกลางให้ดูลอยตัวขึ้นมาเป็นสามมิติอย่างตื่นตาน่าอัศจรรย์

ชาวต่างชาติหลากลีลาเปี่ยมชีวิตชีวาอารมณ์ ฝีมือหลวงเสนีย์บริรักษ์ หรือครูคงแป๊ะ จิตรกรเอกผู้ได้ชื่อว่าฝีมือทัดเทียมกับครูทองอยู่

ทว่าภาพที่ไม่ได้ปรากฏในซีรีส์ก็ใช่ว่าจะยิ่งหย่อนกว่ากัน กลับถึงขั้น “ต้องห้ามพลาด” ด้วยซ้ำไป หนึ่งนั้นคือภาพของ “มโหสถชาดก” ในห้องที่ ๕ ข้าง ๆ  ห่างเพียงช่องหน้าต่างกั้น อันเป็นผลงานชิ้นเอกของหลวงเสนีย์บริรักษ์หรือ “ครูคงแป๊ะ” ซึ่งชื่อชั้นจัดอยู่ในระดับทัดเทียมกันกับ “ครูทองอยู่” ด้วยฐานะคู่แข่งคนสำคัญเพียงหนึ่งเดียว ในส่วนพระมโหสถที่เป็นเรื่องราวหลักนั้นครูคงแป๊ะวาดตามธรรมเนียมนิยมมาตรฐานจิตรกรรมไทยทั่วไป ความโดดเด่นมาอยู่ตรงการวาดภาพผู้คนตัวประกอบในภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวต่างชาติ ทั้งฝรั่งยุโรปและแขกอาหรับ ล้วนสร้างสรรค์ด้วยอิริยาบถหลากหลาย ตั้งแต่ฉากแอ็คชั่นอย่างการต่อสู้กันบนหลังม้า ที่ให้ความรู้สึกได้ถึงความรวดเร็วว่องไวผาดโผน แม้แต่ภาพจับกลุ่มยืนชุมชุมกันเป็นหมู่ ยังเต็มไปด้วยชีวิตชีวาทั้งสีหน้าท่าทาง อารมณ์ เสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องแต่งกายล้วนเก็บรายละเอียดได้สมจริง สื่อถึงฐานะอันไม่ธรรมดาให้รับรู้ได้โดยไม่ต้องมีคำบรรยาย 

เรือสำเภาอัปปางในพายุจากพระมหาชนกชาดก อีกภาพที่งดงามด้วยบรรยากาศ  

เรือสำเภาจีนและท้องทะเล ภาพทิวทัศน์ที่ผสานทัศนมิติแบบสมัยใหม่เข้าไปในจิตรกรรมไทยประเพณี

            ภาพอื่น ๆ ในอุโบสถก็เช่นกัน ย่อมไม่ใช่ชั้น “โนเนม” แน่นอน แม้จะไม่ปรากฏชื่อเสียงเรียงนามของจิตรกรผู้วาด นั่นก็เพราะความเชื่อในสมัยนั้นถือว่าสร้างงานศิลปะเพื่อเป็นพุทธบูชา เพียงฝีไม้ลายมือที่ฝากเอาไว้ก็บ่งบอกฝีมือได้ ว่าแต่ละท่านนั้นอยู่แนวหน้าในระดับ “ท็อปเท็น”ของยุคอย่างไม่ต้องสงสัย อย่างเช่นในภาพ “มหาชนกชาดก” วาดคลื่นลมคลุ้มคลั่งกลางสมุทรซึ่งทำให้เรือสำเภาของพระมหาชนกอัปปางลงเอาไว้อย่างได้บรรยากาศสมจริง หรือภาพของทิวทัศน์ขบวนเรือสำเภาลอยละล่องท่องคลื่นกลางท้องทะเลในตอนสุดท้ายของเวสสันดรชาดกบนผนังด้านหลังองค์พระประธาน ปรากฏการนำเอาเทคนิคการวาดทัศนมิติใกล้ไกลแบบตะวันตกมาผสานเข้ากับจิตรกรรมไทยประเพณีได้อย่างลงตัว ให้อารมณ์กึ่งจริงกึ่งฝัน  (ทั้งสองภาพนี้ก็ถูกนำไปตัดต่อดัดแปลงเข้าด้วยกัน ใช้เป็นส่วนหนึ่งของไตเติลซีรีส์ด้วย) สรุปง่าย ๆ ว่างามขั้นอัศจรรย์ทุกภาพครับ หากมีเวลาควรชมจนครบถ้วนให้เป็นบุญตา ผมเองเดินดูติดลมเพลินชมจนลืมทั้งมื้อเช้ามื้อกลางวันกันเลยทีเดียว

ทิวทัศน์ของบ้านเมืองสมัยต้นรัตนโกสินทร์ปรากฏบนจิตรกรรมพระราชพิธีสิบสองเดือน วัดราชประดิษฐานสถิตมหาสีมาราม

ระหว่างทางมุ่งหน้ามายังวัดสุทัศน์ฯ  ผมไม่ลืมแวะเข้าไปชมจิตรกรรมในอุโบสถวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ถึงไม่เกี่ยวข้องอะไรกับซีรี่ส์ แต่ต้องมาชมเพราะเป็นผลงานอันทำให้เห็นชัดถึงพัฒนาการของจิตรกรรมอันต่อเนื่องมาจากสมัยรัชกาลที่ ๓ อย่างของวัดสุวรรณาราม ซึ่งเริ่มมีอิทธิพลศิลปะแบบตะวันตกเข้ามาผสมผสานบางส่วน  ในขณะจิตรกรรมฝาผนังวัดราชประดิษฐ์ฯ ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พัฒนาไปอีกขั้น โดยผสมผสานงานจิตรกรรมแบบดั้งเดิมเข้ากับทัศนียภาพสมัยใหม่มากขึ้น เช่น เทพชุมนุมที่เคยเขียนให้ประทับนั่งเรียงแถวบนฉากหลังสีแดงหรือดำ ถูกปรับเปลี่ยนเขียนเป็นเทพชุมนุมแบบต่างเหาะเหินอยู่ในอากาศท่ามกลางท้องฟ้าครามและเมฆขาวเหมือนจริง 

ประเพณีก่อพระเจดีย์ทรายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ วัดราชประดิษฐานสถิตมหาสีมาราม

 เนื้อหาของภาพก็ฉีกแนวจากเรื่องราวในพุทธศาสนาอย่างพุทธประวัติและชาดกต่าง ๆ หันมาเขียนป็นเรื่องราวเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแทน เช่น ภาพการทอดพระเนตรสุริยุปราคาและจันทรุปราคา บนผนังหุ้มกลองด้านหน้า  ส่วนผนังด้านข้างทั้งสองฟากเขียนเป็นภาพของ “พระราชพิธีสิบสองเดือน” ตามพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้อายู่หัว รัชกาลที่ ๕  ไล่เรียงตามลำดับไป ซึ่งบางพิธีไม่มีให้เห็นแล้วในปัจจุบัน เช่น  พิธีตรียัมพวาย  (โล้ชิงช้า) บางพิธีก็มีพัฒนาการกว้างขวางออกไปมาก เช่น พิธีลอยพระประทีป  (ปัจจุบันกลายเป็นประเพณีลอยกระทง) พิธีสงกรานต์  (ในภาพมีแต่การไปทำบุญที่วัด ก่อพระเจดีย์ทราย ไม่เห็นเล่นสาดน้ำกันแต่อย่างใด  ปัจจุบันพัฒนาการเป็นเทศกาลเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนานไปแล้ว)  โดยเป็นการวาดในลักษณะจิตรกรรมไทยประเพณีผสมผสานด้วยทัศนมิติสมัยใหม่ เรียงรายด้วยตึกรามบ้านช่องวิถีชีวิตผู้คน เป็นการบันทึกสภาพของบ้านเมืองในช่วงรัชกาลที่ ๔-๕ เอาไว้ในทางอ้อม

ฉากประตูเมืองในเรื่องทธิวาหนชาดก จากพระเจ้าห้าร้อยชาติ บนเสาด้านหน้าพระประธานในพระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวราราม

               เดินต่อมาจนถึงวัดสุทัศน์ในแดดยามบ่ายก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ เหนื่อยนั้นไม่เท่าไหร่ แต่ร้อนนี่แหละทำให้ต้องขอนั่งพักก่อนสักหน่อย พอดีกับเป็นวันพระภายในวิหารมีธรรมเทศนา ถือโอกาสฟังไปพักไปในตัว ระหว่างนี้ถึงได้สังเกตเห็นว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติหลากหลายถือภาพเข้ามามองหาตามรอยจิตรกรรมจากซีรี่ส์ค่อนข้างเยอะ ผิดกับที่วัดสุวรรณาราม อาจเพราะวัดสุทัศน์ฯ เป็นแหล่งที่อยู่ใจกลางกรุงเทพฯ เดินทางสะดวกกว่า พักจนหายร้อนก็พอดีกับธรรมเทศนาจบ เลยเดินไปตามดูกับเขาบ้าง

ภาพจิตรกรรมของวัดสุทัศน์ฯ นั้นเขียนขึ้นเพื่อแสดงถึงความเป็นศูนย์กลางจักรวาลของพระวิหารหลวง คือเขาพระสุเมรุบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์  ผนังสี่ด้านตั้งแต่แนวใต้ขอบหน้าต่างขึ้นไปจดฝ้าเพดานวาดภาพประวัติอดีตพระพุทธเจ้า ๒๗ พระองค์ ตามลำดับโดยเวียนขวาแบบทักษิณาวรรต บนเสาพระวิหารหลวง วาดภาพโลกสัณฐาน ป่าหิมพานต์ ทวีปทั้งสี่ที่อยู่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ และเรื่องราวจากชาดกรวมทั้งหมด ๓๐ เรื่อง ภาพที่ปรากฏในซีรี่ส์ส่วนใหญ่ก็อยู่แถว ๆ เสานี้แทบทั้งหมดครับ กับมีบางภาพอยู่แถว ๆ ผนังด้านหลังพระประธาน

ภาพของเสือกำลังกินซากกวาง ถูกฝูงหมาป่าเข้าล้อมกรอบเพื่อแย่งชิง บนเสาด้านข้างพระประธาน

อย่างบอกไว้ตอนแรก ว่าภาพจิตรกรรมจากวัดสุทัศน์ฯ ส่วนใหญ่ถูกนำไปตัดต่ออีกที แต่ก็ยังมีภาพที่ไม่ได้ดัดแปลงเลยอยู่เหมือนกัน อย่างภาพเสือกำลังกินซากกวาง ถูกล้อมกรอบโดยสุนัขป่าเพื่อแย่งชิงอาหาร บนเสาวิหารด้านซ้ายขององค์พระประธาน  อีกภาพภาพเด่นเป็นที่จดจำและดัดแปลงน้อยจนแทบไม่แตกต่างได้แก่ ภาพการรบตรงหน้าซุ้มประตูเมือง ภาพจริงอยู่บนเสาตรงหน้าพระประธาน เป็นภาพจากทธิวาหนชาดก ในซีรีส์ดัดแปลงเขียนคำว่า “บัวขาว” เอาไว้บนซุ้มประตู กับเติมภาพลิงกำลังต่อสู้กับคนเข้าไป ส่วนภาพอื่น ๆ นั้นดัดแปลงมากน้อยต่างกันไป แต่พิจารณาดูดี ๆ ก็เห็นได้ไม่ยากครับ  ไม่บอกดีกว่าว่าอยู่ตรงไหนบ้าง ให้ไปเดินหาดูกันเองสนุกกว่า

หนึ่งในทัพมารถูกจระเข้กัดกิน จิตรกรรมพุทธประวัติตอนมารวิชัย วัดสุวรรณาราม


Thursday, April 29, 2021

ชมจิตรกรรมงามล้ำในอุโบสถขาว วัดสว่างอารมณ์ (วัดเฉวง เกาะสมุย)



ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...ชวนแวะ เสาวนีย์ สมบูรณ์...ชวนชม 

 ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. เมษายน ๒๕๖๔

     “บริเวณนี้เรียกว่า “เฉวง” มีความหมายว่าสว่าง เป็นคำที่คนท้องถิ่นเรียกขานกันมาตั้งแต่เมื่อสมัยร้อยกว่าปีก่อน”

     พระครูวิสุทธิปัญญาคม (โอวาท ปัญญาโสภโน) รองเจ้าอาวาสวัดสว่างอารมณ์ รักษาการแทนเจ้าอาวาส บอกเล่าถึงความเป็นมาของพื้นที่ตั้งของวัดสว่างอารมณ์ หรือวัดเฉวง เกาะสมุยซึ่งในวันนี้แลดูสว่างไสวสมชื่อ ด้วยอุโบสถหลังใหม่สีขาวสถาปัตยกรรมแบบไทยประยุกต์เด่นตระหง่านสะดุดตาท่ามกลางความร่มรื่นของแมกไม้โดยรอบ 

     “ที่ต้องเป็นสีขาวเนื่องจากเป็นความประสงค์ของท่านเจ้าอาวาส” ท่านหมายถึงพระครูประภาตธรรมคุณ (พระครูสงัด สุธรรมโม) เจ้าอาวาสวัดซึ่งเป็นผู้สร้างอุโบสถหลังใหม่นี้ขึ้น “ท่านได้ขอซื้อที่ดินของชาวบ้านบริเวณข้างเคียงเพิ่มเติมจำนวน ๑๒ ไร่ แล้วสร้างโบสถ์หลังใหม่ที่ออกแบบโดย ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี ใช้เวลาสร้างอาคารโบสถ์พร้อมพระประธานปางมารวิชัย ประมาณ ๑ ปีกว่า ๆ ก็แล้วเสร็จ ใช้งบประมาณ ๔๐ กว่าล้านบาท แต่ยังไม่ทันได้ผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิต ท่านเจ้าอาวาสที่อาพาธอยู่ก็มรณภาพเสียก่อนเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๙”
    เมื่อความงดงามของสถาปัตยกรรมภายนอกอุโบสถดึงดูดใจให้คนมาเข้าวัดแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้คนที่เข้ามาอยู่ในวัดได้นานขึ้น คือจิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถที่งดงามและบอกเล่าเรื่องราวทางพุทธศาสนา “สมเด็จพระสังฆราชท่านเคยรับสั่งไว้ว่าโบสถ์ต้องเปิดไว้ทุกวัน ญาติโยมจะได้เข้ามากราบพระ วัดต่างจังหวัดพระน้อย บางวันคนเข้าวัดมาไม่ได้เจอพระ เพราะฉะนั้นโบสถ์เป็นที่พึ่งทางใจ ทีนี้อาตมาสังเกตคนมาไหว้พระเข้ามาประมาณไม่เกินสองนาทีก็ออกไป ยกเว้นวันที่มีพิธีกรรม มีการสวดมนต์ ถึงจะอยู่นาน เลยคิดว่าทำยังไงให้คนอยู่ในโบสถ์นาน ๆ จะเอาอะไรจูงใจญาติโยม รวมทั้งเด็ก ๆ ที่เขามาในโบสถ์ ให้มีความตั้งใจอยากจะศึกษาธรรมะ จึงคิดให้วาดภาพจิตรกรรมขึ้นบอกเล่าเรื่องราวในพุทธศาสนา เพราะอาตมาอาจจะไม่ได้มีโอกาสเทศน์สอนญาติโยมเอง ไม่ได้พูดคุยกับทุกคนที่เข้ามา... ”



    ภายในอุโบสถที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย “หลวงพ่อสัมฤทธิ์” ขนาดหน้าตักกว้าง ๙๙ นิ้วเป็นประธานบนผนังจึงตระการตาด้วยภาพจิตรกรรมอันงดงาม ด้วยฝีมือของนายช่างเกรียงไกร เมืองมูล จากจังหวัดเชียงใหม่ ที่นำเอาลูกศิษย์มาเป็นผู้ช่วย ใช้เวลาในการรังสรรค์ผลงานทั้งสิ้นประมาณ ๒ ปีครึ่งจึงสำเร็จสมบูรณ์เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา 

     “อาตมาเป็นคนกำหนดเองว่าอยากได้แบบนี้ทั้งหมด อยากได้จิตรกรรมแบบวัดเก่า ๆ ศิลปะแบบอยุธยา ด้านหลังเป็นไตรภูมิ ด้านหน้าเป็นภาพผจญมาร รอบ ๆ เป็นชาดกพระเจ้า ๑๐ ชาติ ไม่เอาแบบรัตนโกสินทร์ที่สวยเป๊ะเหมือนกันหมด ไม่เอาตามใจช่าง เรื่องสีทางวัดเป็นคนกำหนดเอง ไม่ชอบสีสด ๆ ที่ดูเหมือนฉากลิเก ก็เลยเลือกใช้สีที่ดูสบายตาและแปลกไม่เหมือนที่อื่น ๆ อันไหนไม่ถูกใจก็ให้แก้ แก้กันจนช่างรำคาญเลย” 



     จิตรกรรมที่ปรากฏจึงเป็นการคัดสรรความงดงามจากศิลปกรรมในอดีตมาผสมผสานกันอย่างลงตัว เริ่มจากด้านหลังพระประธานเป็นภาพเขียนเล่าเรื่องราวไตรภูมิตามความเชื่อทางพุทธศาสนาไว้โดยสังเชป ไล่ลงมาจากด้านบน เหนือเส้นสินเทาเป็นพรหมโลก ในชั้นอกนิษฐภพ รูปพรหมชั้นที่ ๕ อันเป็นชั้นสูงสุดของรูปภพ ซึ่งพรหมในชั้นนี้จะได้บรรลุอรหันต์ทั้งหมด จึงวาดภาพของพระพรหมประทับในวิมาน และหลายองค์ ทั้งยังแสดงความสักการะทุสสเจดีย์อันประดิษฐานฉลองพระองค์และผ้าโพกพระเศียรของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์เมื่อเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (ออกบวช) รวมทั้งภาพพระอริยสงฆ์ประทับในวิมาน อันหมายถึงผู้สำเร็จเป็นพระอนาคามี ใกล้ความหลุดพ้น จะมาเกิดอยู่ในชั้นนี้ก่อนจะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน 

    

     ใต้เส้นสินเทาลงมากึ่งกลางเป็นภาพของเขาพระสุเมรุศูนย์กลางของจักรวาล มีปลาอานนท์หนุนเบื้องล่าง รายล้อมอยู่โดยรอบด้วยเขาสัตตบริภัณฑ์ ภายในชอบเขตของมหานทีสีทันดรที่ล้อมรอบด้วยกำแพงจักรวาลทั้ง ๔ มุมมีภาพของท้าวจตุโลกบาลผู้ปกครองเมืองในทิศทั้ง ๔ อันเป็นสวรรค์ชั้นที่ ๑ จาตุมหาราชิกา ได้แก่ท้าวเวสสุวรรณปกครองเมืองทิศเหนือ มีบริวารเป็นยักษ์ ท้าววิรุฬหกปกครองเมืองทิศใต้ มีบริวารเป็นกุมภัณฑ์ ท้าวธตรฐปกครองเมืองทิศตะวันออกมีบริวารเป็นคนธรรพ์ และท้าววิรูปักข์ ปกครองเมืองทิศตะวันตกมีบริวารเป็นนาค 




     บนยอดเขาพระสุเมรุคือดาวดึงส์ สรวงสวรรค์ชั้น ๒ วาดพระอินทร์ประทับในไพชยนต์ปราสาทแวดล้อมด้วยผู้หมู่เทวดา เคียงอยู่กับพระเกศแก้วจุฬามณีมหาเจดีย์อันประดิษฐานพระเมาลี(มวยผม)และพระเขี้ยวแก้วของพระโคตมะพุทธเจ้า บริเวณท้องฟ้าของสวรรค์ชั้นนี้ยังวาดไว้ด้วยภาพของช้างเอราวัณพาหนะของพระอินทร์ และต้นไม้ทิพย์ชื่อว่าปาริชาต ทั้งยังมีภาพเทวดาเหาะนำพระอาทิตย์ทรงรถ และพระจันทร์ทรงรถอยู่คนละฟาก

     ถัดลงมาเป็นภาพพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตามบันไดแก้ว เบื้องล่างสุดวาดเป็นภาพของนรกภูมิอันน่าสยดสยอง ด้วยบรรดาสัตว์นรกรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาด น่าเกลียดน่ากลัว จำนวนมากกำลังถูกนายนิรยบาลลงโทษทรมานในรูปแบบกรรมวิธีต่าง ๆ อย่างน่าสยดสยองตามวิบากของเวรกรรมที่ได้กระทำมา ภายใต้บรรยากาศอันร้อนแรงของเปลวไฟแห่งนรก




     บนผนังหุ้มกลองด้านหน้าตรงข้ามกับพระประธาน วาดเป็นภาพพุทธประวัติตอนชนะมารหรือมารผจญขนาดใหญ่ในรูปแบบคล้ายกันกับที่วัดใหญ่อินทารามที่จังหวัดชลบุรี เบื้องบนสุดเหนือเส้นสินเทาวาดเหล่าทวยเทพที่ตื่นตระหนกในอานุภาพของทัพมาร ถัดลงมาคือภาพองค์พระพุทธเจ้าประทับนั่งปางมารวิชัยบนโพธิบัลลังก์ภายใต้ซุ้มเรือนแก้ว เบื้องล่างเป็นพระแม่ธรณียืนบิดมวยผม ฝั่งขวามือเป็นภาพกองทัพพญาวัสดีมารพร้อมด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ครบมือกลุ้มรุมเข้าโจมตี ในขณะที่ฝั่งซ้ายมือเป็นภาพกองทัพเหล่ามารถูกอุทกธารหลากไหลจากมวยผมของพระแม่ธรณีท่วมท้นจนต้องยอมพ่ายแพ้ต่อพระพุทธองค์ 




      ส่วนบนผนังอุโบสถทั้งสองฟากซ้ายขวา ด้านบนเหนือเส้นสินเทาวาดไว้ด้วยภาพเทพชุมนุม ถัดลงมาเป็นจิตรกรรมทศชาติชาดก เรียงไปตามลำดับทั้งหมด ๑๐ ชาติ ได้แก่ เตมียชาดก มหาชนกชาดก สุวรรณสามชาดก เนมิราชชาดก มโหสถชาดก ภูริทัตชาดก จันทกุมารชาดก พระนารถชาดก วิฑูรชาดกและเวสสันดรชาดก 




        ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกับที่ไหนแน่นอนก็คือจิตรกรรมที่อยู่ระหว่างช่องหน้าต่างทั้งสองฟากของผนังโบสถ์ ด้านหนึ่งวาดเป็นเรื่องราวของสถานที่ท่องเที่ยวของเกาะสมุย ได้แก่หินตาหินยาย ประติมากรรมธรรมชาติ วัดศิลางูที่มีเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ วัดสำเร็จที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปะการังและพระปางอื่น ๆ จำนวนมาก วัดคุณาราม สถานที่เก็บสรีระสังขารไม่เน่าเปื่อยของหลวงพ่อแดง เกจิอาจารย์สำคัญของเกาะสมุย  เจดีย์แหลมสอ เจดีย์สถาปัตยกรรมศรีวิชัยประดับด้วยกระเบื้องสีทอง สำนักสงฆ์แหลมดิน และวัดหน้าพระลาน อารามเก่าแก่ของเกาะสมุย




     ส่วนผนังอีกด้านวาดเป็นภาพจิตรกรรมเล่าถึงประเพณีของชาวเฉวง ประเพณีเจริญพระพุทธมนต์ชาวบ้านหมู่ ๓ ศาลาคอย ประเพณีลอยเรือเคราะห์ แบบพื้นบ้าน ทุกปีต้องมีมโนราห์ไปรำ ประเพณีการชนควาย การละเล่นกีฬาพื้นเมืองของชาวบ้าน แห่เรือพระออกพรรษา แห่ไปที่หน้าทอน งานประจำปี หนังตะลุง มหรสพพื้นเมือง เจดีย์เขาหัวจุก จุดชมทิวทัศน์บนยอดเขาของวัดสว่างอารมณ์







        ภาพชุดนี้เป็นแนวคิดของรองเจ้าอาวาส “อาตมาคิดเลือกสถานที่ไว้ แล้วก็พาช่างคนวาดไปดูตรงแหล่งท่องเที่ยวที่จะวาด เพื่อให้ได้ภาพที่สมจริงมากที่สุด” ท่านกล่าวพลางยิ้มอย่างภูมิใจ 

     สิ่งที่น่าสนใจอีกแห่งของวัดคือพระเจดีย์ศรีสุคตคีรีหรือเจดีย์เขาหัวจุก ตั้งอยู่บนบนยอดเขาหัวจุกในพื้นที่ของวัดสว่างอารมณ์ หลวงปู่กลบได้สร้างมณฑปและรอยพระพุทธบาทจำลองไว้เมื่อประมาณ ๗๐กว่า ปีก่อน แต่ต่อมาชำรุดผุพังไปตามกาลเวลา หลวงพ่อสงัดเจ้าอาวาสองค์ต่อมาได้นำเงินทำบุญที่สะสมไว้หลายสิบปีสร้างเจดีย์ครอบรอยพระพุทธบาทนั้นไว้ จากนั้นสมเด็จพุฒาจารย์วัดสระเกศ ได้ประทานพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานไว้บนยอดเจดีย์ให้สำหรับพุทธศานิกชนชาวสมุยได้สักการะ บริเวณเจดีย์สามารถมองเห็นทิวทัศน์ท้องทะเลได้อย่างกว้างไกลและสวยงาม