Showing posts with label กู่ประภาชัย. Show all posts
Showing posts with label กู่ประภาชัย. Show all posts

Wednesday, September 25, 2019

ธาตุกู่ทองเปือยน้อย อลังการแห่งร่องรอยขอมโบราณเมืองขอนแก่น

 เงางดงามของปราสาทสะท้อนลงบนผืนน้ำ


ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...เรื่องและภาพ
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนสิงหาคม ๒๕๖๒ 

          แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องลงต้องโบราณสถานตรงหน้า ทำให้ความแปลกใจในสมญาซึ่งเรียกขานกันว่า “กู่ทอง” หมดไป เพราะมันมลังเมลืองดังกับว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นจากทองจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองจากภาพเงาสะท้อนในผืนน้ำ ดูช่างงดงามราวกับเทพวิมานล่องลอยในสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า

แท้จริงแล้วสถาปัตยกรรมเก่าแก่แห่งนี้มิใช่ “กู่” หรือ “เจดีย์” ดังคำเรียกขานแต่ประการใดพียงแต่สภาพปรักหักพังรกร้างจากการผ่านห้วงเวลายาวนาน ผู้คนในยุคหลังที่มาพบเห็นไม่สามารถบ่งบอกแยกแยะว่าคืออะไร  เพียงแต่ความใหญ่โตโอฬารนั้นคาดหมายได้ว่าน่าจะเป็นปูชนียสถานอันสำคัญที่มีแต่โบราณมา จึงเรียกกันว่า “กู่” อันหมายถึง “เจดีย์” พุทธสถานซึ่งพวกตนคุ้นเคยและเลื่อมใสศรัทธา พร้อมทั้งได้สร้างวัดธาตุกู่ทองขึ้นในบริเวณข้างเคียงในปี พ.ศ.๒๔๗๒ เพื่อรักษาความเป็นพุทธสถานสืบสานความศักดิ์สิทธิ์

 กระทั่งกรมศิลปากรได้เข้ามาสำรวจพื้นที่ จึงพบว่า “กู่ทอง” ที่ชาวบ้านเรียกขานเป็นซากของ “ปราสาท” ซึ่งหลงเหลือร่องรอยมาแต่สมัยขอมโบราณ ก่อนจะดำเนินการขุดแต่งและบูรณะด้วยกรรมวิธี “อนัสติโลซิส” อันหมายถึงเก็บรวบรวมชิ้นส่วนมาปะติดปะต่อแล้วก่อขึ้นใหม่ตามแบบเดิม โดยใช้เวลารวม ๓ ปีในช่วงระหว่างปี  พ.ศ.๒๕๓๔ – ๒๕๓๗

 ศิลาจำหลักรูปพญานาค


            สิ่งที่ปรากฏชัดเจนต่อสายตาในวันนี้ คือปราสาทขอมโบราณที่ถือว่าค่อนข้างสมบูรณ์และงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ด้วยเหตุที่ไม่ปรากฏพบหลักฐานศิลาจารึกถึงประวัติความเป็นมา  นอกจากจารึกอักษรขอมโบราณ ภาษาสันสกฤต    บรรทัดที่เสากรอบประตูปราสาทประธานกล่าวถึง   “นักบวชมุนีสุวันตยะและฤษีไวศัมปายนะ และการจัดพิธีบูชายัญ” เท่านั้น จึงสมมตินามเรียกกันว่า “ปราสาทเปือยน้อย” ตามชื่อตำบลที่ตั้งอยู่

 ปราสาทอิฐสามหลังบนฐานก่อด้วยศิลาแลง

 รูปแบบสถาปัตยกรรมปราสาทสามหลังก่อด้วยอิฐ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก  ตั้งอยู่บนฐานไพทีศิลาแลงเดียวกัน คือสิ่งบ่งชี้ชัดเจนว่าปราสาทแห่งนี้ในอดีตใช้เป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดู โดยปราสาทหลังกลางประดิษฐานประติมากรรมเทพองค์สำคัญที่สุด ส่วนปราสาทบริวารสองฟากสำหรับประดิษฐานประติมากรรมเทวีหรือเทพชั้นรองลงมา ตรงมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ยังเป็นที่ตั้งของอาคาร “บรรณาลัย” หรือหอเก็บคัมภีร์อยู่อีกหลังหนึ่ง ผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีมุขยื่นออกมาทางด้านหน้า  ทั้งหมดล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลงโดยมีโคปุระหรืออาคารซุ้มประตูอยู่ด้านหน้าและด้านหลังในทิศตะวันออกและทิศตะวันตก  ล้อมรอบคูน้ำรูปเกือกม้าด้านนอกอีกชั้นหนึ่ง  ถัดออกไปทางทิศตะวันออกด้านหน้ามีชาลาที่ยกระดับสูงกว่าเบื้องล่างซึ่งเป็นบาราย (สระน้ำ) 
บารายด้านหน้าปราสาท

จากร่องรอยที่ปรากฏ นักโบราณคดีสรุปได้ว่าเทวาลัยแห่งนี้เป็นของ “ไวษณพนิกาย” หรือนิกายที่บูชาพระวิษณุ (พระนารายณ์) เป็นเทพสูงสุด  เห็นได้ชัดเจนจากภาพจำหลักในตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ของปราสาทเป็นเรื่องราวของพระวิษณุแทบทั้งหมด   
รูปแบบศิลปกรรมที่ปรากฏภายในบริเวณปราสาทอยู่ระหว่างสมัยบาปวนกับสมัยนครวัด อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ ลักษณะของภาพเล่าเรื่องบนทับหลังส่วนมากเป็นแบบศิลปะบาปวนอย่างชัดเจน คือจำหลักเป็นภาพเล่าเรื่องเต็มพื้นที่ด้วยภาพบุคคลขนาดใหญ่ ตามความนิยมของช่างสมัยนั้น
 ภาพจำหลักวิษณุบรรทมสินธุ์บนทับหลังปราสาทประธาน

ประติมากรรมชิ้นงามอันดับหนึ่งที่ควรชม คือทับหลังวิษณุบรรทมสินธุ์ หรือ “วิษณุอนันตศายินปัทมนาภะ” บนปราสาทประธานหลังกลาง อันถือเป็นตำแหน่งสำคัญที่สุด แกะสลักเป็นภาพของพระวิษณุบรรทมเหนือพระแท่นอนันตนาคราชใต้เกษียรสมุทร ภายหลังจากการทำลายโลก พระหัตถ์ขวาบนหนุนพระเศียร พระหัตถ์ขวาล่างถือคทา  พระหัตถ์ซ้ายบนถือสังข์ และพระหัตถ์ซ้ายล่างถือจักร โดยมีพระลักษมีประทับนั่งปรนนิบัติตรงปลายพระบาท บริเวณพระนาภี (หน้าท้อง) ของพระวิษณุ จำหลักเป็นดอกบัวผุดขึ้นมาพร้อมกับรูปพระพรหมขนาดเล็ก ซึ่งตามตำนานในคัมภีร์ศาสนาฮินดูพระพรหมจะเป็นผู้สร้างโลกขึ้นมาใหม่              
 รูปจำหลักคชลักษมีบนทับหลัง
 
ส่วนทับหลังชิ้นอื่น ๆ ลักษณะงดงามตามมาตรฐานศิลปะแบบบาปวน คือส่วนใหญ่แกะเป็นหน้ากาลหรือเกียรติมุขไว้ล่างสุดของทับหลัง โดยหน้ากาลมีแขนสองข้าง แลบลิ้นรูปสามเหลี่ยมคายท่อนพวงมาลัยออกมาม้วนขึ้นด้านบนและม้วนลงด้านล่างทั้งสองข้างซ้ายขวา ด้านบนท่อนพวงมาลัยมีใบไม้ตั้งขึ้น ด้านล่างท่อนพวงมาลัยมีใบไม้ห้อยตกลง เหนือหน้ากาลแกะเป็นรูปบุคคลนั่ง บางครั้งแกะเป็นรูปบุคคลทรงช้างเอราวัณ อันหมายถึงพระอินทร์ ซึ่งนอกจากเป็นเทพประจำทิศตะวันออกแล้ว ยังเป็นเทพแห่งพายุฝนด้วย ถือเป็นเทพองค์สำคัญของสังคมเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศในการเพาะปลูก ในศิลปะแบบบาปวนจึงปรากฏรูปพระอินทร์ทั้งบนทับหลังและหน้าบันโดยทั่วไป โดยไม่จำเป็นว่าทับหลังหรือหน้าบันนั้นจะต้องอยู่ทางทิศตะวันออกเท่านั้น ทับหลังที่ลักษณะแปลกออกไปอีกชิ้นคือทับหลังคชลักษมี เหนือกรอบประตูด้านหลังของปราสาทบริวารทิศเหนือ
 พระวิษณุทรงครุฑและพระกฤษณะแสดงให้เห็นว่าอยู่ในไวษณพนิกาย

ภาพจำหลักบนหน้าบันก็เช่นเดียวกัน ลักษณะเป็นศิลปะแบบบาปวนแท้ ๆ  ประกอบด้วยกรอบคดโค้ง ภายในกรอบแกะสลักเป็นลายก้านขดหันหัวลง มีหน้ากาลทางด้านล่างสุดของหน้าบัน หน้ากาลนี้แลบลิ้นสามเหลี่ยมและมีแขนสองข้าง คายลายพันธุ์พฤกษาออกมาจากปากจนเต็มพื้นที่ ชิ้นที่เด่นสุดคือหน้าบันรูปพระวิษณุทรงครุฑเหนือซุ้มประตูหลอกทางด้านทิศเหนือ โคปุระตะวันออกอันเป็นด้านหน้าของปราสาท ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหลักฐานยืนยันความเป็นเทวาลัย “ไวษณพนิกาย”
 บรรณาลัยยังอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์

ในส่วนของบรรณาลัยก็อยู่ในรูปแบบศิลปะบาปวน ด้วยผังสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีมุขยื่นออกมาทางด้านหน้า จึงมีหน้าบันทับหลังซ้อนกันอยู่สองชั้น
และเนื่องจากพบว่าปรากฏช่องสำหรับสอดใส่ขื่อไม้รองรับกระเบื้องหลังคาบริเวณหน้าบันด้วย จึงทำให้เราสามารถจินตนาการเห็นภาพได้ว่าบรรณาลัยหลังนี้เคยมีหลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องมาก่อน  จุดสำคัญที่น่าชมคือ หน้าบันอุมามเหศวร อันเป็นภาพพระศิวะประคองพระอุมาประทับนั่งอยู่บนโคนนทิ ซึ่งช่างในศิลปะบาปวนนิยมอย่างมาก เด่นสง่าอยู่บนหน้าบันด้านหลังของบรรณาลัย
การแกะสลักตกแต่งปราสาทพบว่าหลายส่วนยังค้างคาอยู่ไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยเฉพาะในส่วนที่อยู่ด้านหลังปราสาท เช่น ทับหลัง ประตูหลอก และหน้าบันด้านฝั่งตะวันตกของปราสาทประธาน สะท้อนให้เห็นรูปแบบการทำงานของช่างโบราณที่นิยมแกะสลักตกแต่งด้านหน้าให้เสร็จเรียบร้อยก่อน แล้วจึงค่อยแกะสลักด้านหลัง ปราสาทขอมส่วนใหญ่จึงมักเหลือร่องรอยงานแกะสลักหินที่ยังไม่เสร็จอยู่ด้านหลังเสมอ
 อาคารโคปุระ เห็นความแตกต่างของการเลือกใช้วัสดุชัดเจน

           สิ่งที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งคือเทคนิคและวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างปราสาท ลักษณะพื้นเมืองสำคัญของสถาปัตยกรรมขอมในประเทศไทยคือการใช้วัสดุหลายประเภทผสมผสานกันได้อย่างเหมาะสม ที่ปราสาทเปือยน้อยนี้จะเห็นได้ชัดเจนคือตัวปราสาทใช้อิฐในการก่อ แต่ส่วนหน้าบัน ทับหลัง และเสากรอบประตู เลือกใช้หินทรายเนื่องจากต้องแกะสลักลวดลายประดับตกแต่ง  และในส่วนที่ไม่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องมีความประณีตมากอย่างเช่น ฐานไพที ส่วนฐาน ส่วนผนังของบรรณาลัยและโคปุระ จะเลือกใช้ศิลาแลงก่อแทน
 
 ปราสาทประธานของกู่ประภาชัย
ในเขตจังหวัดขอนแก่นยังมีปราสาทแบบขอมที่น่าสนใจอีกสองแห่งคือ “กู่แก้ว” และ “กู่ประภาชัย”  ไม่ได้เป็นเทวาลัยเหมือนกับปราสาทเปือยน้อย หากแต่เป็นเป็นศาสนสถานขนาดเล็กของพุทธศาสนานิกายมหายาน สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ แห่งอาณาจักรขอมโบราณ เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระไภสัชไชยคุรุไวทูรยประภา พระพุทธรูปประจำสถานพยาบาลรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ประชาชน เรียกว่า "อโรคยาศาล” ที่มีอยู่ทั่วราชอาณาจักรรวม ๑๐๒ แห่ง
สถาปัตยกรรมปราสาทประจำอโรคยาศาลมีรูปแบบตายตัวเหมือนกันหมดทุกแห่ง กล่าวคือประกอบด้วย องค์ปรางค์ประธาน  บรรณาลัย ตั้งอยู่ภายในกำแพงแก้วล้อมรอบ โดยทั้งหมดมักก่อด้วยศิลาแลง มีเพียงส่วนหน้าบัน ทับหลัง และกรอบประตูของปราสาทและโคปุระเท่านั้นที่ทำจากหินทรายแกะสลัก ส่วนนอกกำแพงแก้วด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือจะเป็นที่ตั้งของ "บาราย" (สระน้ำ)
 ปราสาทกู่แก้วสภาพค่อนข้างชำรุด

สภาพปัจจุบันของกู่ประภาชัยได้รับการบูรณะแล้ว มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์และบารายของกู่ประภาชัยยังได้ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ ๑๐ ที่ผ่านมา ในขณะที่กู่แก้วได้รับการบูรณะขุดแต่งแล้วเช่นกัน แต่ตัวปราสาทประธานมีสภาพปรักหักพังมากกว่า หลงเหลือเพียงส่วนฐาน อย่างไรก็ตามได้มีการจัดสร้างอาคารสำหรับเก็บชิ้นส่วนต่าง ๆ ไว้ทางเหนือของปราสาท พร้อมป้ายข้อมูลสำหรับผู้สนใจ สามารถเดินทางเข้ามาศึกษาเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี
 ส่วนประกอบต่าง ๆ ของปราสาทจัดเก็บไว้ริมกำแพง


 ชิ้นส่วนยอดปราสาทของกู่แก้ว

คู่มือนักเดินทาง
ปราสาทเปือยน้อย ตั้งอยู่ที่บ้านหัวขัว ตำบลเปือยน้อย อำเภอเปือยน้อย  จังหวัดขอนแก่น จากจังหวัดขอนแก่นใช้ทางหลวงหมายเลข ๒ (ขอนแก่น-บ้านไผ่) ระยะทาง ๔๔ กิโลเมตร เข้าทางหลวงหมายเลข ๒๓ (บ้านไผ่-บรบือ) ไปอีกประมาณ ๑๑ กิโลเมตร แล้วแยกขวาเข้าสู่อำเภอเปือยน้อยอีก ๒๔ กิโลเมตร

กู่ประภาชัย ตั้งอยู่ที่บ้านนาคำน้อย ตำบลบัวใหญ่ อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๐๙  หลังจากนั้นตรงไปจนถึงคลองชลประทาน เลี้ยวซ้ายตามถนนเลียบคลองฯ แยกขวาระหว่างกิโลเมตรที่ ๒๖-๒๗  ข้ามคลองส่งน้ำ เข้าบ้านนาคำน้อยอีก ๕๐๐ เมตร ถึงวัดกู่ประภาชัย ปราสาทตั้งอยู่ภายในบริเวณวัด

กู่แก้ว บ้านหัวสระ ตำบลดอนช้าง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จากตัวเมืองขอนแก่นใช้ทางหลวงหมายเลข ๑๒ ไปทางอำเภอบ้านฝาง ผ่านมหาวิทยาลัยขอนแก่นไปประมาณ ๑๑ กิโลเมตร ถึงสี่แยกฉางข้าวเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข ๒๐๖๒ ไปประมาณ ๗ กิโลเมตร ข้ามคลองห้วยหัวหินไปถึงสี่แยกบ้านเหล่านาดี เลี้ยวซ้ายผ่านบ้านหว้า บ้านเหล่าโพนทอง ไปประมาณ ๗๕๐ เมตร  เลี้ยวขวาที่ทางแยก ตรงไปอีกประมาณ ๕๐๐ เมตร ถึงวัดกู่แก้วสามัคคี ปราสาทตั้งอยู่ภายในบริเวณวัด

บารายของกู่แก้ว