Friday, January 17, 2020

จวนเจ้าเมืองระนอง เรื่องน่ารู้มากมายภายในกำแพง




ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...เรื่องและภาพ
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนเมษายน ๒๕๖๒

            “ในค่าย” คือชื่อที่ชาวระนองโดยทั่วไปใช้เรียกขานจวนเจ้าเมืองระนอง ซึ่งมีความแปลกแตกต่างจากจวนเจ้าเมืองโดยทั่วไป เนื่องจากอาณาบริเวณพื้นที่ ๓๗ ไร่อันร่มรื่นด้วยแมกไม้ มีกำแพงก่ออิฐถือปูนลักษณะเหมือนป้อมปราการล้อมรอบไว้อย่างแน่นหนา

 พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง) ต้นตระกูล ณ ระนอง

จวนเจ้าเมืองระนองนี้เป็นนิวาสสถานดั้งเดิมของพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี เจ้าเมืองระนองคนแรกผู้เป็นต้นตระกูล “ณ ระนอง”  ชื่อเดิมของท่านคือ “คอซู้เจียง” เป็นชาวจีนฮกเกี้ยน อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในสมัยรัชกาลที่ ๓ โดยมาประกอบกิจการแร่ดีบุกซึ่งมีมากในพื้นที่ภาคใต้ แล้วต่อมาจึงได้ประมูลเป็นนายอากร เก็บค่าอากรดีบุกส่งเข้าท้องพระคลัง ได้รับบรรดาศักดิ์แรกเป็นหลวงรัตนเศรษฐี ก่อนจะสร้างความดีความชอบอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในท้ายที่สุดได้รับการโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี เจ้าเมืองระนองในที่สุด

บุตรของท่านทั้ง ๖ คนต่อมาล้วนได้เข้ารับราชการจนเป็นขุนนางระดับสูงทั้งสิ้น ได้แก่ หลวงศรีโลหภูมิพิทักษ์ ผู้ช่วยราชการเมืองระนอง (คอซิมเจ่ง) พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี สมุหเทศาภิบาลเมืองชุมพร  (คอซิมก๊อง)   หลวงศรีสมบัติ ผู้ช่วยราชการเมืองระนอง (คอซิมจั๋ว) พระศรีโลหภูมิพิทักษ์ ผู้ช่วยราชการเมืองกระบุรี (คอซิมขิม) พระยาจรูญราชโภคากร ผู้ช่วยราชการเมืองหลังสวน (คอซิมเต็ก) และพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้) สมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต

 สภาพปัจจุบันของจวนเจ้าเมืองระนองหลังแรก 

 จวนเจ้าเมืองหลังแรกเมื่อครั้งใช้เป็นเรือนรับรอง

อาคารจวนเจ้าเมืองระนองหลังแรกได้ถูกสร้างขึ้นประมาณปีพ.ศ. ๒๔๒๐ โดยพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก๊อง) บุตรคนที่ ๒  เป็นการสร้างด้วยอิฐสอปูนสดแบบจีน ก่อผนังรับน้ำหนักหนาถึง ๖ นิ้ว โครงบนทำด้วยไม้ หลังคามุงกระเบื้อง แต่เมื่อสร้างใกล้เสร็จจึงเห็นว่าอยู่ใกล้กับประตูทางเข้าออกเกินไปไม่เหมาะต่อการพักอาศัย จึงเปลี่ยนไปใช้เป็นเรือนรับรองสำหรับรับแขกที่มาเยือน ปรากฏหลักฐานที่ทำให้ทราบว่าอาคารหลังนี้เคยใช้รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ  สมเด็จพระศรีเสาวรินทิราบรมราชินี  และสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ  เมื่อคราวเสด็จ ฯ ประพาสแหลมมลายู เมื่อ รศ.๑๐๙ (พ.ศ.๒๔๓๓)  โดยมีพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบันทึกไว้ถึงสภาพภายในจวนที่ทอดพระเนตรเห็นในขณะนั้นว่า

"...ที่กลางบ้านทำตึกหลังหนึ่งใหญ่โตมาก แต่ตัวไม่ได้ขึ้นอยู่ เป็นแต่ที่รับแขกและคนไปมาได้อาศัย ตัวเองอยู่ที่เรือนจากเตี้ย ๆ เบียดชิดกันแน่นไปทั้งครัวญาติพี่น้อง รวมอยู่แห่งเดียวกันทั้งสิ้น มีโรงไว้สินค้าปลูกริมกำแพงยืดยาว ในบ้านนั้นก็ทำไร่ปลูกมัน ปีหนึ่งได้ถึงพันเหรียญ เป็นอย่างคนหากินแท้...”

จากกาลเวลาที่ยาวนานนับร้อยปี อาคารหลังนี้ได้พังทลายลงเหลือเพียงส่วนฐานและผนังชั้นล่างบางส่วน ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานและสร้างหลังคาขนาดใหญ่ครอบทับไว้อย่างดี 

 ศาลบรรพบุรุษตระกูล ณ ระนอง สร้างขึ้นในบริเวณจวนเจ้าเมืองหลังที่สองที่ผุพังไป


 จวนเจ้าเมืองหลังที่สองเมื่อครั้งยังมีสภาพสมบูรณ์

            ส่วนจวนเจ้าเมืองหลังที่สองสร้างขึ้นในเวลาถัดมา เป็นสถาปัตยกรรมไม้สูงสี่ชั้น ชั้นล่างเป็นหลังคาเชื่อมต่อกัน ๓ หลังอย่างงดงาม เป็นสถานที่พำนักอาศัยของเจ้าเมืองระนอง คือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก๊อง) และทายาท (คอยู่หงี) มีชื่อเรียกว่า“ซินจู๊ “โดยปรากฏภาพถ่ายเป็นหลักฐานอยู่ที่ในวังวรดิฐที่กรุงเทพฯ น่าเสียดายที่จวนไม้งามหลังนี้ภายหลังถูกปลวกกัดกินจนผุพัง จำเป็นต้องรื้อทิ้ง ปัจจุบันจึงคงหลงเหลือเพียงส่วนฐานและเสาปูนให้ได้เห็นเท่านั้น อย่างไรก็ตามต่อมาพื้นที่บางส่วนของจวนได้ถูกบูรณะดัดแปลง สร้างเป็นอาคารชั้นเดียว ใช้เป็นศาลบรรพบุรุษตระกูล ณ ระนอง สำหรับประกอบพิธีสักการะบูชาป้ายบรรพบุรุษตามประเพณี

 ป้ายจารึกอักษร "ดวงตะวันอันสูงส่ง" 

เหนือประตูศาลบรรพบุรุษติดป้ายประจำตระกูลแกะสลักจากไม้ขนาดใหญ่ มีตัวหนังสือจีนสีดำบนพื้นสีทองสองตัว ข้อความว่า “เกา หยาง”  คำว่า เกา แปลว่า สูง คำว่าหยาง แปลว่า ดวงอาทิตย์ จึงรวมแปลความหมายได้ว่า "ดวงตะวันอันสูงส่ง" ยังมีตัวอักษรเล็ก ๆ อยู่ตรงมุมป้ายว่า “กิมเง็กหมัวตึ๊ง” แปลว่า “มากด้วยแก้วแหวนเงินทอง” และ “ฮกลกซิ่วจ้วง” แปลว่า “มากด้วยขุนนาง” ในขณะที่บนพื้นหลังสีทองนั้นยังแกะสลักด้วยรายละเอียดมากมาย โดยมีทั้งรูปค้างคาว ซึ่งตามความเชื่อของคนจีนถือว่าเป็นสัตว์ที่สูงส่ง เนื่องจากกินนอนและอาศัยอยู่ในที่สูงตลอดเวลา ว่ากันว่าบนแผ่นป้ายนี้มีรูปค้างคาวอยู่ทั้งหมดถึง ๕๒ ตัว นอกจากนี้ยังมีรูปก้อนเมฆ และรูปของขวัญที่มีอยู่ ๓ ชิ้น คือ ซองเอกสารหมายถึงพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมือง กระเป๋าใส่เงินหมายถึงฐานะร่ำรวย และอาวุธหมายถึงอำนาจ
 ภายในศาลบรรพบุรุษตระกูล ณ ระนอง
 ศิลาจารึกประกาศเกียรติคุณ

              ภายในศาล กึ่งกลางห้องด้านในสุดตั้งโต๊ะสักการะบูชาป้ายบรรพบุรุษ ด้านหน้าตู้มีป้ายขนาดใหญ่จารึกข้อความภาษาจีนว่า “หลิ่งล่องจงต๊อก” แปลว่า “ผู้บัญชาการสูงสุดของเมืองระนอง” บนผนังตู้ประดับพวงหรีดเงินและพวงหรีดทองที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพและพระชายาทรงส่งมาร่วมงานพิธีศพ
พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี  (คอซู้เจียง) ยังมีกล้องยาสูบขนาดยาวพิเศษของท่านคอซู้เจียง ที่มักเห็นปรากฏอยู่ในภาพถ่ายร่วมกับท่านเสมอ  รวมทั้งโคมไฟโบราณแบบชักรอกปรับระดับได้ แบบเดียวกับที่ใช้ในพระราชวังรัตนรังสรรค์ แขวนไว้ด้านหน้าโต๊ะ ด้านหนึ่งตั้งป้ายศิลาจารึกเกียรติประวัติพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง) ที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เดิมตั้งไว้หน้าสุสานเจ้าเมืองระนอง แต่ถูกรถบรรทุกชนแตกเป็นสามส่วนเมื่อพ.ศ. ๒๕๓๓ เมื่อซ่อมแซมแล้วจึงนำมาเก็บรักษาไว้ที่นี่

 คุณโกศล ณ ระนอง ทายาทรุ่นที่ ๕
 จานพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด

ในตู้ไม้โบราณแบบยุโรปหลังใหญ่ด้านในยังมีโบราณวัตถุที่เป็นมรดกตกทอดกันมาเก็บรักษาไว้ แต่ละชิ้นล้วนแล้วแต่มีจุดเด่นที่ลูกเล่นและประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ คุณโกศล ณ ระนอง (คอเฉ่ง) ทายาทตระกูล ณ ระนอง รุ่นที่ ๕ ซึ่งเป็นผู้ดูแลสถานที่อยู่ มักจะนำออกมาให้ผู้ที่เข้าเยี่ยมชมได้สัมผัส พร้อมเล่าเรื่องราวความเป็นมาให้ฟังอย่างไม่รู้เบื่อ  เช่น จานมีรูใส่น้ำร้อนไว้ภายในจานสำหรับอุ่นอาหารในตัวทำจากฝรั่งเศส จานเชิงที่มีภาพของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๗ กษัตริย์แห่งอังกฤษ ฯลฯ

 อาคารนิทรรศการ

 ภายในอาคารนิทรรศการ

ใกล้กับศาลบรรพบุรุษยังมีอาคารชั้นเดียวอีกหลังหนึ่งเรียกว่าอาคารนิทรรศการ ซึ่งโดยปกติจะไม่ได้เปิดให้ชมทั่ว ๆ ไป ต้องเฉพาะผู้ที่สนใจจริง ๆ เท่านั้นจึงจะขอให้เปิดเข้าไปชม ภายในเป็นที่จัดแสดงแบบจำลองในสภาพสมบูรณ์ของพระราชวังรัตนรังสรรค์ทำด้วยไม้ทั้งหลัง ทั้งยังมีแบบจำลองของจวนเจ้าเมืองระนอง เรือนรับรอง รวมทั้งอาคารอื่น ๆ ที่อยู่ภายในบริเวณกำแพงของจวน เช่น โกดังเก็บของ อาคารสิบห้าห้อง ที่ทางกรมศิลปากรได้สร้างขึ้นโดยสันนิษฐานจากร่องรอยที่หลงเหลืออยู่

 บ่อน้ำโบราณ

ภายนอกอาคารเองก็ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าชม ซึ่งนอกเหนือจากซินจู๊หรือจวนเจ้าเมือง เรือนรับรอง และอาคารนิทรรศการแล้ว ยังมีร่องรอยของบ่อน้ำโบราณอยู่หลายบ่อ รวมถึงแนวท่อน้ำที่สันนิษฐานกันว่าในสมัยก่อนภายในจวนเจ้าเมืองได้มีการต่อท่อนำน้ำแร่จากบ่อน้ำพุร้อนระนองมาใช้ภายในจวนด้วย 

 แนวกำแพงรอบจวนใต้ร่มเงาไม้ยังคงแข็งแรง

และที่ลืมไม่ได้คือกำแพงจวนเจ้าเมืองที่ก่อด้วยอิฐอันเป็นที่มาของชื่อเรียก “ในค่าย” ตามประวัติได้บันทึกไว้ว่าสร้างขึ้นหลังจากที่เกิดเหตุจลาจลครั้งใหญ่ในเมืองระนองเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๙ โดยเกิดดีบุกราคาตกทำให้เจ้าของเหมืองไม่มีเงินพอจ่าย กรรมกรชาวจีนเหมืองในจึงไม่พอใจก่อการจลาจลขึ้น 

ครั้งนั้นเจ้าเมืองระนองได้ต่อสู้ป้องกันรักษาศาลากลางอันเป็นศูนย์กลางการปกครองไว้ได้สำเร็จ กลุ่มจลาจลชาวจีนเมื่อไม่สามารถปล้นเงินราชการได้ ก็เดินทางออกไปก่อเหตุต่อที่เมืองภูเก็ต   

 หลังเหตุการณ์สงบลงจึงได้คิดสร้างกำแพงขึ้นล้อมรอบจวนเจ้าเมืองระนอง โดยเป็นการเตรียมการไว้เผื่อเกิดจลาจลขึ้นอีก จะได้อพยพชาวเมืองเข้ามาอยู่ในแนวกำแพงซึ่งมีพื้นที่ ๓๗ ไร่ เพื่อต่อสู้ป้องกันได้สะดวกขึ้น

 ช่องสำหรับสอดปืนออกไปยิงด้านนอกกำแพง

 ตัวกำแพงมีความยาวโดยรอบรวม  ๙๕๔  เมตร สูง  ๓.๕ เมตร หนา ๕๐ เซนติเมตร มีประตูเข้าออกอยู่ทางทิศตะวันออก ทิศตะวันตก และทิศเหนือ โดยประตูจะมีลักษณะเป็นหอคอยรบขนาดใหญ่สร้างด้วยไม้ ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นมีช่องสี่เหลี่ยมอยู่ตลอดแนวกำแพง โดยมีอิฐแผ่นบาง ๆ ปิดไว้ เป็นช่องสำหรับสอดปืนออกไปยิงศัตรูที่อยู่ด้านนอกได้ 

กำแพงที่เห็นอยู่ในปัจจุบันบางส่วนมีการซ่อมแซมบูรณะขึ้นมาใหม่แทนของเก่าที่พังไปตามกาลเวลา แม้ไม่ได้ถูกใช้ในการรบจริง เนื่องจากหลังจากนั้นไม่เคยเกิดการจลาจลขึ้นในเมืองระนองอีกเลย แต่ปัจจุบันภายในวงล้อมของกำแพงแห่งนี้ ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญของเมืองระนองที่ผู้มาเยือนไม่ควรพลาดชมไปแล้ว

 อาคารคลังเก็บสินค้าในอดีต


คู่มือนักเดินทาง

จวนเจ้าเมืองระนอง ตั้งอยู่ที่ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง ตั้งอยู่ทางทิศเหนือเส้นถนนเรืองราษฏร์ ตัดเข้าถนนกิจผดุง ใกล้กับตลาดเช้า หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ตลาดสะพานยูง”  เปิดให้เข้าเยี่ยมชมทุกวันตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐นาฬิกา โดยไม่เก็บค่าเข้าชม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คุณโกศล ณ ระนอง โทรศัพท์ ๐๘ ๑๙๕๖ ๐๐๐๘

จวนเจ้าเมืองระนองอยู่ในฮวงจุ้ยที่ดี


Wednesday, September 25, 2019

ธาตุกู่ทองเปือยน้อย อลังการแห่งร่องรอยขอมโบราณเมืองขอนแก่น

 เงางดงามของปราสาทสะท้อนลงบนผืนน้ำ


ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...เรื่องและภาพ
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนสิงหาคม ๒๕๖๒ 

          แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องลงต้องโบราณสถานตรงหน้า ทำให้ความแปลกใจในสมญาซึ่งเรียกขานกันว่า “กู่ทอง” หมดไป เพราะมันมลังเมลืองดังกับว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นจากทองจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองจากภาพเงาสะท้อนในผืนน้ำ ดูช่างงดงามราวกับเทพวิมานล่องลอยในสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า

แท้จริงแล้วสถาปัตยกรรมเก่าแก่แห่งนี้มิใช่ “กู่” หรือ “เจดีย์” ดังคำเรียกขานแต่ประการใดพียงแต่สภาพปรักหักพังรกร้างจากการผ่านห้วงเวลายาวนาน ผู้คนในยุคหลังที่มาพบเห็นไม่สามารถบ่งบอกแยกแยะว่าคืออะไร  เพียงแต่ความใหญ่โตโอฬารนั้นคาดหมายได้ว่าน่าจะเป็นปูชนียสถานอันสำคัญที่มีแต่โบราณมา จึงเรียกกันว่า “กู่” อันหมายถึง “เจดีย์” พุทธสถานซึ่งพวกตนคุ้นเคยและเลื่อมใสศรัทธา พร้อมทั้งได้สร้างวัดธาตุกู่ทองขึ้นในบริเวณข้างเคียงในปี พ.ศ.๒๔๗๒ เพื่อรักษาความเป็นพุทธสถานสืบสานความศักดิ์สิทธิ์

 กระทั่งกรมศิลปากรได้เข้ามาสำรวจพื้นที่ จึงพบว่า “กู่ทอง” ที่ชาวบ้านเรียกขานเป็นซากของ “ปราสาท” ซึ่งหลงเหลือร่องรอยมาแต่สมัยขอมโบราณ ก่อนจะดำเนินการขุดแต่งและบูรณะด้วยกรรมวิธี “อนัสติโลซิส” อันหมายถึงเก็บรวบรวมชิ้นส่วนมาปะติดปะต่อแล้วก่อขึ้นใหม่ตามแบบเดิม โดยใช้เวลารวม ๓ ปีในช่วงระหว่างปี  พ.ศ.๒๕๓๔ – ๒๕๓๗

 ศิลาจำหลักรูปพญานาค


            สิ่งที่ปรากฏชัดเจนต่อสายตาในวันนี้ คือปราสาทขอมโบราณที่ถือว่าค่อนข้างสมบูรณ์และงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ด้วยเหตุที่ไม่ปรากฏพบหลักฐานศิลาจารึกถึงประวัติความเป็นมา  นอกจากจารึกอักษรขอมโบราณ ภาษาสันสกฤต    บรรทัดที่เสากรอบประตูปราสาทประธานกล่าวถึง   “นักบวชมุนีสุวันตยะและฤษีไวศัมปายนะ และการจัดพิธีบูชายัญ” เท่านั้น จึงสมมตินามเรียกกันว่า “ปราสาทเปือยน้อย” ตามชื่อตำบลที่ตั้งอยู่

 ปราสาทอิฐสามหลังบนฐานก่อด้วยศิลาแลง

 รูปแบบสถาปัตยกรรมปราสาทสามหลังก่อด้วยอิฐ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก  ตั้งอยู่บนฐานไพทีศิลาแลงเดียวกัน คือสิ่งบ่งชี้ชัดเจนว่าปราสาทแห่งนี้ในอดีตใช้เป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดู โดยปราสาทหลังกลางประดิษฐานประติมากรรมเทพองค์สำคัญที่สุด ส่วนปราสาทบริวารสองฟากสำหรับประดิษฐานประติมากรรมเทวีหรือเทพชั้นรองลงมา ตรงมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ยังเป็นที่ตั้งของอาคาร “บรรณาลัย” หรือหอเก็บคัมภีร์อยู่อีกหลังหนึ่ง ผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีมุขยื่นออกมาทางด้านหน้า  ทั้งหมดล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลงโดยมีโคปุระหรืออาคารซุ้มประตูอยู่ด้านหน้าและด้านหลังในทิศตะวันออกและทิศตะวันตก  ล้อมรอบคูน้ำรูปเกือกม้าด้านนอกอีกชั้นหนึ่ง  ถัดออกไปทางทิศตะวันออกด้านหน้ามีชาลาที่ยกระดับสูงกว่าเบื้องล่างซึ่งเป็นบาราย (สระน้ำ) 
บารายด้านหน้าปราสาท

จากร่องรอยที่ปรากฏ นักโบราณคดีสรุปได้ว่าเทวาลัยแห่งนี้เป็นของ “ไวษณพนิกาย” หรือนิกายที่บูชาพระวิษณุ (พระนารายณ์) เป็นเทพสูงสุด  เห็นได้ชัดเจนจากภาพจำหลักในตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ของปราสาทเป็นเรื่องราวของพระวิษณุแทบทั้งหมด   
รูปแบบศิลปกรรมที่ปรากฏภายในบริเวณปราสาทอยู่ระหว่างสมัยบาปวนกับสมัยนครวัด อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ ลักษณะของภาพเล่าเรื่องบนทับหลังส่วนมากเป็นแบบศิลปะบาปวนอย่างชัดเจน คือจำหลักเป็นภาพเล่าเรื่องเต็มพื้นที่ด้วยภาพบุคคลขนาดใหญ่ ตามความนิยมของช่างสมัยนั้น
 ภาพจำหลักวิษณุบรรทมสินธุ์บนทับหลังปราสาทประธาน

ประติมากรรมชิ้นงามอันดับหนึ่งที่ควรชม คือทับหลังวิษณุบรรทมสินธุ์ หรือ “วิษณุอนันตศายินปัทมนาภะ” บนปราสาทประธานหลังกลาง อันถือเป็นตำแหน่งสำคัญที่สุด แกะสลักเป็นภาพของพระวิษณุบรรทมเหนือพระแท่นอนันตนาคราชใต้เกษียรสมุทร ภายหลังจากการทำลายโลก พระหัตถ์ขวาบนหนุนพระเศียร พระหัตถ์ขวาล่างถือคทา  พระหัตถ์ซ้ายบนถือสังข์ และพระหัตถ์ซ้ายล่างถือจักร โดยมีพระลักษมีประทับนั่งปรนนิบัติตรงปลายพระบาท บริเวณพระนาภี (หน้าท้อง) ของพระวิษณุ จำหลักเป็นดอกบัวผุดขึ้นมาพร้อมกับรูปพระพรหมขนาดเล็ก ซึ่งตามตำนานในคัมภีร์ศาสนาฮินดูพระพรหมจะเป็นผู้สร้างโลกขึ้นมาใหม่              
 รูปจำหลักคชลักษมีบนทับหลัง
 
ส่วนทับหลังชิ้นอื่น ๆ ลักษณะงดงามตามมาตรฐานศิลปะแบบบาปวน คือส่วนใหญ่แกะเป็นหน้ากาลหรือเกียรติมุขไว้ล่างสุดของทับหลัง โดยหน้ากาลมีแขนสองข้าง แลบลิ้นรูปสามเหลี่ยมคายท่อนพวงมาลัยออกมาม้วนขึ้นด้านบนและม้วนลงด้านล่างทั้งสองข้างซ้ายขวา ด้านบนท่อนพวงมาลัยมีใบไม้ตั้งขึ้น ด้านล่างท่อนพวงมาลัยมีใบไม้ห้อยตกลง เหนือหน้ากาลแกะเป็นรูปบุคคลนั่ง บางครั้งแกะเป็นรูปบุคคลทรงช้างเอราวัณ อันหมายถึงพระอินทร์ ซึ่งนอกจากเป็นเทพประจำทิศตะวันออกแล้ว ยังเป็นเทพแห่งพายุฝนด้วย ถือเป็นเทพองค์สำคัญของสังคมเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศในการเพาะปลูก ในศิลปะแบบบาปวนจึงปรากฏรูปพระอินทร์ทั้งบนทับหลังและหน้าบันโดยทั่วไป โดยไม่จำเป็นว่าทับหลังหรือหน้าบันนั้นจะต้องอยู่ทางทิศตะวันออกเท่านั้น ทับหลังที่ลักษณะแปลกออกไปอีกชิ้นคือทับหลังคชลักษมี เหนือกรอบประตูด้านหลังของปราสาทบริวารทิศเหนือ
 พระวิษณุทรงครุฑและพระกฤษณะแสดงให้เห็นว่าอยู่ในไวษณพนิกาย

ภาพจำหลักบนหน้าบันก็เช่นเดียวกัน ลักษณะเป็นศิลปะแบบบาปวนแท้ ๆ  ประกอบด้วยกรอบคดโค้ง ภายในกรอบแกะสลักเป็นลายก้านขดหันหัวลง มีหน้ากาลทางด้านล่างสุดของหน้าบัน หน้ากาลนี้แลบลิ้นสามเหลี่ยมและมีแขนสองข้าง คายลายพันธุ์พฤกษาออกมาจากปากจนเต็มพื้นที่ ชิ้นที่เด่นสุดคือหน้าบันรูปพระวิษณุทรงครุฑเหนือซุ้มประตูหลอกทางด้านทิศเหนือ โคปุระตะวันออกอันเป็นด้านหน้าของปราสาท ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหลักฐานยืนยันความเป็นเทวาลัย “ไวษณพนิกาย”
 บรรณาลัยยังอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์

ในส่วนของบรรณาลัยก็อยู่ในรูปแบบศิลปะบาปวน ด้วยผังสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีมุขยื่นออกมาทางด้านหน้า จึงมีหน้าบันทับหลังซ้อนกันอยู่สองชั้น
และเนื่องจากพบว่าปรากฏช่องสำหรับสอดใส่ขื่อไม้รองรับกระเบื้องหลังคาบริเวณหน้าบันด้วย จึงทำให้เราสามารถจินตนาการเห็นภาพได้ว่าบรรณาลัยหลังนี้เคยมีหลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องมาก่อน  จุดสำคัญที่น่าชมคือ หน้าบันอุมามเหศวร อันเป็นภาพพระศิวะประคองพระอุมาประทับนั่งอยู่บนโคนนทิ ซึ่งช่างในศิลปะบาปวนนิยมอย่างมาก เด่นสง่าอยู่บนหน้าบันด้านหลังของบรรณาลัย
การแกะสลักตกแต่งปราสาทพบว่าหลายส่วนยังค้างคาอยู่ไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยเฉพาะในส่วนที่อยู่ด้านหลังปราสาท เช่น ทับหลัง ประตูหลอก และหน้าบันด้านฝั่งตะวันตกของปราสาทประธาน สะท้อนให้เห็นรูปแบบการทำงานของช่างโบราณที่นิยมแกะสลักตกแต่งด้านหน้าให้เสร็จเรียบร้อยก่อน แล้วจึงค่อยแกะสลักด้านหลัง ปราสาทขอมส่วนใหญ่จึงมักเหลือร่องรอยงานแกะสลักหินที่ยังไม่เสร็จอยู่ด้านหลังเสมอ
 อาคารโคปุระ เห็นความแตกต่างของการเลือกใช้วัสดุชัดเจน

           สิ่งที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งคือเทคนิคและวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างปราสาท ลักษณะพื้นเมืองสำคัญของสถาปัตยกรรมขอมในประเทศไทยคือการใช้วัสดุหลายประเภทผสมผสานกันได้อย่างเหมาะสม ที่ปราสาทเปือยน้อยนี้จะเห็นได้ชัดเจนคือตัวปราสาทใช้อิฐในการก่อ แต่ส่วนหน้าบัน ทับหลัง และเสากรอบประตู เลือกใช้หินทรายเนื่องจากต้องแกะสลักลวดลายประดับตกแต่ง  และในส่วนที่ไม่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องมีความประณีตมากอย่างเช่น ฐานไพที ส่วนฐาน ส่วนผนังของบรรณาลัยและโคปุระ จะเลือกใช้ศิลาแลงก่อแทน
 
 ปราสาทประธานของกู่ประภาชัย
ในเขตจังหวัดขอนแก่นยังมีปราสาทแบบขอมที่น่าสนใจอีกสองแห่งคือ “กู่แก้ว” และ “กู่ประภาชัย”  ไม่ได้เป็นเทวาลัยเหมือนกับปราสาทเปือยน้อย หากแต่เป็นเป็นศาสนสถานขนาดเล็กของพุทธศาสนานิกายมหายาน สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ แห่งอาณาจักรขอมโบราณ เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระไภสัชไชยคุรุไวทูรยประภา พระพุทธรูปประจำสถานพยาบาลรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ประชาชน เรียกว่า "อโรคยาศาล” ที่มีอยู่ทั่วราชอาณาจักรรวม ๑๐๒ แห่ง
สถาปัตยกรรมปราสาทประจำอโรคยาศาลมีรูปแบบตายตัวเหมือนกันหมดทุกแห่ง กล่าวคือประกอบด้วย องค์ปรางค์ประธาน  บรรณาลัย ตั้งอยู่ภายในกำแพงแก้วล้อมรอบ โดยทั้งหมดมักก่อด้วยศิลาแลง มีเพียงส่วนหน้าบัน ทับหลัง และกรอบประตูของปราสาทและโคปุระเท่านั้นที่ทำจากหินทรายแกะสลัก ส่วนนอกกำแพงแก้วด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือจะเป็นที่ตั้งของ "บาราย" (สระน้ำ)
 ปราสาทกู่แก้วสภาพค่อนข้างชำรุด

สภาพปัจจุบันของกู่ประภาชัยได้รับการบูรณะแล้ว มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์และบารายของกู่ประภาชัยยังได้ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ ๑๐ ที่ผ่านมา ในขณะที่กู่แก้วได้รับการบูรณะขุดแต่งแล้วเช่นกัน แต่ตัวปราสาทประธานมีสภาพปรักหักพังมากกว่า หลงเหลือเพียงส่วนฐาน อย่างไรก็ตามได้มีการจัดสร้างอาคารสำหรับเก็บชิ้นส่วนต่าง ๆ ไว้ทางเหนือของปราสาท พร้อมป้ายข้อมูลสำหรับผู้สนใจ สามารถเดินทางเข้ามาศึกษาเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี
 ส่วนประกอบต่าง ๆ ของปราสาทจัดเก็บไว้ริมกำแพง


 ชิ้นส่วนยอดปราสาทของกู่แก้ว

คู่มือนักเดินทาง
ปราสาทเปือยน้อย ตั้งอยู่ที่บ้านหัวขัว ตำบลเปือยน้อย อำเภอเปือยน้อย  จังหวัดขอนแก่น จากจังหวัดขอนแก่นใช้ทางหลวงหมายเลข ๒ (ขอนแก่น-บ้านไผ่) ระยะทาง ๔๔ กิโลเมตร เข้าทางหลวงหมายเลข ๒๓ (บ้านไผ่-บรบือ) ไปอีกประมาณ ๑๑ กิโลเมตร แล้วแยกขวาเข้าสู่อำเภอเปือยน้อยอีก ๒๔ กิโลเมตร

กู่ประภาชัย ตั้งอยู่ที่บ้านนาคำน้อย ตำบลบัวใหญ่ อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๐๙  หลังจากนั้นตรงไปจนถึงคลองชลประทาน เลี้ยวซ้ายตามถนนเลียบคลองฯ แยกขวาระหว่างกิโลเมตรที่ ๒๖-๒๗  ข้ามคลองส่งน้ำ เข้าบ้านนาคำน้อยอีก ๕๐๐ เมตร ถึงวัดกู่ประภาชัย ปราสาทตั้งอยู่ภายในบริเวณวัด

กู่แก้ว บ้านหัวสระ ตำบลดอนช้าง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จากตัวเมืองขอนแก่นใช้ทางหลวงหมายเลข ๑๒ ไปทางอำเภอบ้านฝาง ผ่านมหาวิทยาลัยขอนแก่นไปประมาณ ๑๑ กิโลเมตร ถึงสี่แยกฉางข้าวเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข ๒๐๖๒ ไปประมาณ ๗ กิโลเมตร ข้ามคลองห้วยหัวหินไปถึงสี่แยกบ้านเหล่านาดี เลี้ยวซ้ายผ่านบ้านหว้า บ้านเหล่าโพนทอง ไปประมาณ ๗๕๐ เมตร  เลี้ยวขวาที่ทางแยก ตรงไปอีกประมาณ ๕๐๐ เมตร ถึงวัดกู่แก้วสามัคคี ปราสาทตั้งอยู่ภายในบริเวณวัด

บารายของกู่แก้ว